somewhere in someday with someone

January 16, 2010

ปกสีน้ำตาล

9 มกราคม 2553

คือ วันที่เราเริ่มกลับมาเขียนบันทึกอีกครั้ง

หลังจากในช่วงปีสองปีหลังหายขาดไปโดยไม่แน่ใจในเหตุผล

แอบคิดเล่นๆ กับตัวเองว่าคงเพราะหาสมุดบันทึกที่ถูกใจ ถูกมือไม่ได้ซะที

บางที,

มันอาจจะเพราะเหตุผลเล่นๆ ข้างบนนั่นก็ได้นะ

เพราะช่วงรอยต่อปีเก่า-ปีใหม่เราไปเดินหาของขวัญจับฉลาก แล้วก็เผอิญเหลือบไปเห็น (จริงๆ จะว่าเผอิญก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะโซนเครื่องเขียนเป็นแหล่งที่ชอบไปเดินเล่นอยู่ทุกบ่อย) สมุดบันทึกขนาดเหมาะมือ หน้าปกสีน้ำตาลเรียบๆ กระดาษด้านๆ สากๆ แค่นี้ก็นับว่าถูกใจเราเข้าแล้ว และเมื่อเปิดไปดูข้างในก็ยิ่งต้องใจไปกันอีก เพราะเป็นกระดาษสีนวลสบายตาหน้าว่างๆ ไร้บรรทัด ที่ราคาไม่ถึงร้อยบาท

จบการลังเล,

เราตัดสินใจซื้อสมุดปกน้ำตาลนั้นเป็นของขวัญรับปีใหม่ให้ตัวเอง 1 เล่ม

ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่แน่ใจว่าจะเอามาใช้เรื่องงาน หรือ เรื่องส่วนตัว

ตอนนี้,

สมุดปกน้ำตาลที่ไม่หวานอะไรเลยก็กลายเป็นของติดกระเป๋าที่เราต้องพกไปด้วยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน นอกเหนือไปจากสมุดปกดำที่่เอาไว้สำหรับเรื่องงาน

ตอนนี้,

นอกจากจะมีความสุขกับการอ่านแล้ว

เลยมีความสุขกับการเขียนเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง

January 9, 2010

วัยวันเด็ก

เสาร์ที่สองของเดือนมกราคม คือ วันเด็ก

ใครๆ ก็รู้

ระยะวัยที่น่าจะอินกับวันเด็กและงานวันเด็กก็น่าจะเป็นเด็กไม่เกินช่วงประถม

เราก็เคยเป็นเด็กประถมที่อินกับวันนี้มาเหมือนกัน,

แต่อินไม่นานแล้วก็เลิก

สาเหตุเพราะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ผู้ใหญ่”

1.

ตามปกติที่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเราเมื่อวันเด็กมาถึง คือ การไปฝากเงินที่ธนาคารออมสิน

เงินที่ทำงานพิเศษหรือเงินจากการออมส่วนตัวก็จะถูกนำมาจากบ้านด้วยหัวใจที่เบิกบานเริงรื่น ที่ต้องมาฝากเงินเอาวันนี้ซึ่งเป็นวันเสาร์เพราะทางธนาคารจะมีของแถมเป็นคอเล็คชั่นกล่องใส่ข้าว หรือกระติกน้ำ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละปี

เราเองที่ฝากมาหลายปีติดกัน ย่อมต้องอยากสะสมไปเรื่อยๆ ให้ครบทุกปี และคาดว่าเด็กคนอื่นก็ด้วย

แต่แล้ว,

ในขณะที่เด็กตาดำๆ หลายคนอัดแน่นและยืนต่อคิวกันอยู่ในธนาคารออมสินวันนั้นกลับต้องตะหนก และความหวังดับวูบเพราะเสียงบอกของเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าของที่นำมาแจกแถมให้นั้นเหลือไม่มากแล้ว ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนรอลุ้นจนกว่าจะถึงคิวของตัวเอง ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็คงแย่เพราะทุกคนสู้อุตส่าห์ตื่นแต่เช้าเป็นพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

ความหวังริบหรี่ลงไปอีก แต่ความคับแค้นกลับพุ่งพรวดมาแทนที่ เมื่อสายตาหันไปเห็นผู้ใหญ่บางคน ซึ่งเข้าใจว่าเป็นผู้ปกครองของเด็กที่มาฝากเงิน พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ธนาคารอย่างสนิทสนม นัยว่าอาจรู้จักกันเป็นการส่วนตัว หรือคงเป็นญาติโกโหติกากัน แล้วผู้ใหญ่คนนั้นก็ได้รับกล่องข้าวจากเจ้าหน้าที่มาหลายใบ แล้วเดินออกไปจากแถวหน้าตาเฉย

เด็กอย่างเราในวันนั้นไม่พูดอะไร ได้แต่มองตามผู้ใหญ่ที่เดินออกไปพร้อมกล่องข้าวจำนวนมากมาย และเหลียวไปมองเจ้าหน้าที่เขม็ง แต่ไม่มีคำอธิบายอะไร สงสัยคงเป็นเพราะว่าเราเป็น “แค่เด็ก” และบางที่มันอาจไม่ใช่ “เรื่องของเด็ก”

จำได้ว่าวันนั้นเราเดินออกมาจากแถว

ไม่มีการฝากเงิน

ไม่มีการชื่นชมกล่องข้าวใบใหม่

2.

ตามปกติเราไม่ค่อยชอบไปงานที่คนพลุกพล่านสักเท่าไหร่ไม่เว้นแม้แต่งานวันเด็ก

แต่บางปีเราก็ต้องไปเตร็ดเตร่ในงานเพราะได้รับเลือกจากโรงเรียนให้เป็นตัวแทนไปตอบปัญหาบ้าง โต้วาทีบ้างอะไรเหล่านี้ และระหว่างที่ยังไม่ได้แข่ง หรือแข่งเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้กลับบ้าน เราก็จะเดินดูอะไรไปเรื่อยเพื่อเป็นการเปิดหูเปิดตา และไม่ให้มันเสียเที่ยว

มีอยู่ครั้งหนึ่ง,

เราไปยืนอยู่หน้าเวทีหลักที่ใช้สำหรับการแสดงของเด็กๆ และจะมีการคั่นด้วยการแจกของเป็นระยะๆ

ตอนที่เราเดินไปกำลังแจกกระติกน้ำอยู่พอดี เราอยากได้ เลยตะโกนบอกพิธีกรผู้ใหญ่บนเวที แต่ไม่ได้มีแค่หนึ่งเสียงของเราเท่านั้น เด็กที่ไหนก็อยากได้กระติกน้ำลายน่ารักๆ นั่น เสียงเลยเซ็งแซ่

แต่ระหว่างที่เด็กๆ รอคอยด้วยความหวัง กลับมีผู้ใหญ่บางคนเดินไปข้างๆ เวที กระซิบกระซาบอะไรกับเจ้าหน้าที่จัดงาน แล้วสักพักก็หอบข้าวของที่จะใช้แจกเด็กๆ ออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นผู้ใหญ่คนนั้นก็นำของที่ได้รับมาไปให้ลูกๆ หลานๆ ตัวเอง

เด็กอย่างเรามองตามแล้วก็ได้แต่อึ้งปนความรู้สึกเจ็บโกรธ

ถามตัวเองในใจว่า “นี่มันวันเด็กหรือเป่ล่า?”

จากนั้นมาเราไม่เคยไปร่วมงานวันเด็กอีกเลย,

ไม่แม้กระทั่งจะรู้สึกตื่นเต้นแต่อย่างใดเมื่อวันนี้มาเยือน

.

.

.

ผู้ใหญ่ทำร้ายเด็กในวันของเด็ก

ผู้ใหญ่ทำลายความเป็นเด็กในวันเด็ก

ผู้ใหญ่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือเชิดชูตัวเองและข่มผู้อื่น

แต่ยังไงก็ตาม,

ผู้ใหญ่ใจทรามแค่ไม่กี่คนในเหตุการณ์ที่เราดันจำซะแม่นในครั้งกระโน้นก็ไม่อาจทำลายหัวใจบางเสี้ยวที่ยังกักเก็บความเป็นเด็กเอาไว้อย่างแน่นเหนียวของเราลงได้

สุขสันต์ ณ วันเด็กนะเด็กๆ ทั้งหลาย

โดยเฉพาะผู้ใหญ่หัวใจเด็กอย่างเราๆ

January 8, 2010

ฉันกับเธอ

หายหน้าไปสิบกว่าวัน

เธอกลับบ้าน,

ฉันอยู่ห้อง

ได้ยินก็แค่เสียงผ่านสัญญาณโทรศัพท์, ซึ่งก็แน่ละ ฉันเป็นฝ่ายโทรไป

.

.

.

แล้วเมื่อวานเธอก็ตัวเปียกโชกมายืนอยู่ที่ข้างล่าง

ฉันตลกกับภาพทุเรศๆ ที่เธอโดนฝนเล่นงาน แต่ทำไมไม่รู้ทั้งที่เธอน่าเกลียดปานนั้น,

แต่ฉันว่าวินาทีนั้น เธอน่ารักมาก

ในสถานที่เดียวกัน,

ฉันนอนอ่านหนังสือ ส่วนเธอนั่งอยู่หน้าโน้ตบุ๊ค

ต่างคนต่างอยู่ในที่เดียวกัน ณ ขณะเดียวกัน

ฉันแอบหันไปมองเธอบ้าง, ตั้งคำถามโน่นนี่บ้าง

เธอเล่าอะไรให้ฟังบ้างตามที่เธออยากจะเล่า

เราดื่มเบียร์จากแก้วเดียวกัน,

เธอเปิดเพลงเพราะๆ ให้ฟัง เราร้องตามบ้าง วิเคราะห์เนื้อหาเพลงบ้าง

เราหัวเราะท้องแข็งกับกระทู้ไร้สาระ

เป็นหนึ่งวันหนึ่งคืนที่มีค่ามากสำหรับฉัน,

ส่วนเธอจะรู้สึกยังไงฉันไม่สน นั่นมันเรื่องของเธอ

ฉันขอแค่นี้ก็แล้วกันนะ

ขอบคุณสำหรับของขวัญในการเริ่มต้นปีใหม่ๆ แม้เธอจะไม่รู้ตัวว่าให้มาแล้วก็ตาม

แต่ฉันรับไว้แล้วหล่ะ

January 1, 2010

เพราะคิดถึง

เที่ยวคนเดียวก็สะดวกดี

แต่จะให้ดีก็ต้องมีคนไปด้วยนะ

ไม่ใช่แค่ใครก็ได้…แต่เป็นคนที่เราสบายใจอยากให้ไปด้วยกัน

‘ติ๊ก’ เป็นบล็อกเกอร์เพื่อนบ้าน ที่รู้จักกันผ่านบล็อก

ผ่านมาสองปี (มั้ง?) แล้ว ได้เจอกันมั่ง ไม่ได้เจอกันมั่ง

ช่วงหลังห่างหายใบหน้ากันไปนาน ได้แต่ทักทายกันผ่านบล็อก ผ่านแชท

เราเลยถือโอกาสชวนเจ้าถิ่นให้พาทัวร์เกาะเก่าซะเลย

เรียกว่าไปทำบุญร่วมชาติกัน เผื่อบุญกุศลจะส่งผลให้เราได้เจอกันอีก

30 ธันวาคม 2552,

เราเจอกันในวันฤดูกาลแปลกๆ

บางแห่งฟ้าครึ้ม ฝนเทลงมา แต่อีกบางแห่งแดดจ้า

แต่เราก็ไม่ได้กลัวอะไรสักอย่าง ฝนจะตกแดดจะออกก็แค่กางร่มออก หยิบหมวกมาสวม

ทริปเล็กๆ ของเราไม่ได้ล่มด้วยอะไรอย่างนั้นแน่นอน

เราชอบเที่ยวกับติ๊ก,

เพราะติ๊กชอบทำตัวเป็นพี่ใหญ่ (เนื่องจากหล่อนแก่กว่า ฮ่าๆ)

เราสบายใจเวลาอยู่กับติ๊ก เพราะบางทีแค่เดินตามกันไปไม่ต้องพูดคุยอะไรมาก

เราว่าคนเราสามารถสื่อสารได้หลายทาง การพูดออกมาก็ใช้ไม่ได้ผลทุกครั้งไป

ห่างๆ อย่างห่วง

เป็นการแสดงออกของเรากับติ๊กที่ใช้มาโดยตลอด

อาจเป็นเพราะระยะห่างที่กำลังเหมาะเจาะเลยทำให้ความสัมพันธ์ของเรามันยังแข็งแรงอยู่

เราเชื่อว่าคนที่่ดีต่อกันด้วยใจจริง ไม่ต้องยืนยันด้วยการเจอหน้ากันทุกวัน

กับหลายๆ คนเราเลือกที่จะใช้วิธีแบบนี้, มันสบายใจกว่ากัน

วันไหนคิดถึงก็โทรหา คิดถึงมากหน่อยก็อาจจะนัดเจอกัน

เหมือนอย่างครั้งนี้ที่ขอเจอ และขอใช้ช่วงเวลาดีๆ กับคนที่ดีๆ ต่อกัน

แค่หนึ่งวันที่ไม่ใช่แค่วันหนึ่ง

แต่เป็นวันที่เราได้ใช้เวลาด้วยกัน

ก่อนหมดวันสั้นๆ

ก่อนจากกันในวันก่อน

เรากอดกัน เรายิ้มให้กัน

ไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะเจอกันอีกทีเมื่อไหร่

เอาเป็นว่าถ้าฝ่ายใดทนคิดถึงมากๆ ไม่ไหววันนั้นเราก็จะได้เจอกันอีก

December 31, 2009

ก่อนปีใหม่

วันนี้เป็นวันที่ดี,

31 ธันวาคม 2552

ทั้งๆ ที่เป็นแค่หนึ่งวันธรรมดาที่เราตื่นสายและไม่ได้มีเรื่องดีๆ หรือมีอะไรพิเศษเกิดขึ้นเลย

แต่เราก็ยังรู้สึกว่าวันนี้เป็นดีๆ ที่ชีวิตควรจดจำและเราควรบันทึกมันเอาไว้

แม้ว่าท้องฟ้าจะครึ้มด้วยกลุ่มเมฆสีเทา และมีสายฝนโปรปรายในฤดูที่่มันควรจะเย็นหนาว

เหล่านั้นก็เถอะ,

ยังไงวันนี้ก็เป็นวันที่ดี…เรายินดีที่จะเรียกมันอย่างนั้น

ปีนี้ที่ผ่านมา,

ก็คล้ายกับหลายๆ ปีที่ผ่านหน้าเราไปแล้ว

คือ มีทั้งเรื่องดี เรื่องทุกข์ เรื่องสุข เรื่องเศร้า เรื่องน่าจำ เรื่องอยากลืม

แล้วก็เดาเอาว่าปีใหม่ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ก็คงไม่ต่างไปจากนี้เท่าไหร่นัก

ดังนั้น,

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนะ

ไม่ว่าจะอย่างไรชีวิตเราของก็ต้องดำเนินต่อไป

วันนี้

ขอให้คนที่ได้ผ่านเข้ามาอ่าน

ได้ใช้ชีวิตเต็มที่อย่างที่ได้ตั้งใจและอยากทำ

ชีวิตมันสั้นนักสั้นหนา เราจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ถ้าอยากทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร ไม่เดือดร้อนใจก็จงตัดสินใจ

ขอให้ท้องฟ้าของปีเสือผ่องใสทักทายเราทุกคนอย่างเต็มที่เสียที

.

.

.

สวัสดีก่อนปีใหม่ค่ะ

December 29, 2009

หนึ่งวันหนึ่ง

จ่อมอยู่คนเดียวในห้อง 502 มาหลายวันติดกัน

ไม่อยากให้จิตใจตัวเองเฉาเหี่ยวคารัง

เมื่อวานเลยนั่งรถเมล์ชิลๆ ที่ติดตายอยู่ที่ประตูน้ำเกือบสองชั่วโมงไปลงผ่านฟ้า

ทั้งที่ถ้าจะนั่งเรือไปเลยก็ได้…แต่ไม่อยากรีบขนาดนั้น

เวลาของเราไม่ได้เป็นเงินเป็นทองอีกต่อไปแล้

เดินเรื่อยๆ เอื่อยๆ ขึ้นบันไดไป

แหงนหน้ามองดูท้องฟ้า ก้มหน้ามองดูสิ่งปลูกสร้าง

และใจลอยคิดถึงใครต่อใครหลายคน…มันอาจจะดีกว่าถ้าเราไม่ได้มาคนเดีย

แต่ใช้ว่าการมาลำพังจะไม่มีอะไรดีเลย,

เพราะอย่างน้อยการที่ได้มาก็ทำให้เราได้รู้ได้เห็นว่าเรามีผู้คนที่เราสามารถระลึกนึกถึงมากน้อยเพียงใด

ใช้เวลาไม่มาก

ใช้เงินไม่เยอะ

แค่นี้เราก็ได้เห็นอะไรต่อมิอะไร ได้ทำอะไรต่อมิอะไรเล็กๆ น้อยๆ แล้ว

ลงจากภูเขาทอง,

เดินเตร่มารอรถเมล์ที่ราชดำเนิน แล้วก็เลือกสาย 47 ไปลงสุดสายที่ท่าเตียน

จากนั้นก็เดินเร็วๆ เพราะท้องร้อง ตั้งใจจะหาของอร่อยๆ กินที่ท่าพระจันทร์

แล้วเท้าก็ไปหยุดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ สั่งมันทั้งสด ทั้งเปื่อย กลั้วคอด้วยน้ำมะตูมเย็นๆ

ท้องอิ่มแต่ปากยัง

ซื้อเนื้อและปูทอดติดมือไปแถวพระอาทิตย์

คนที่พระอาทิตย์ไม่ยอมให้ท้องมีพื้นที่เหลือ

สั้งโน่นนี่มาให้กินอย่างไม่รู้จักคำว่า “พอ

จากความตั้งใจเล็กๆ ที่จะอยู่ไม่นาน เลยเถิดไปหลังเที่ยงคืนโน่น

ทั้งพี่ช้าง พี่เสือดาหน้ากันลงคอไปนักต่อนัก

ปิดทริป “หนึ่งวันหนึ่ง” ด้วยการไปเดินดูข้าวของที่สนามหลวง

ตื่นตาแม้ว่าตาจะปิดมิปิดแหล่

ปวดขาแต่ก็ยังก้าวดูของไปเรื่อย

กว่าจะถึงบ้าน…ก็เกือบตาย

แต่เป็นหนึ่งวันที่ดีอีกวันนะ

December 27, 2009

บางอย่างทดแทนไม่ได้

มีของหลายๆ อย่างบนโลกนี้ที่ถูกคิดค้น และถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนของบางอย่าง

ของหลายๆ อย่างที่นำมาใช้ทดแทนนี้ อาจจะด้วยหลายๆ เหตุผล อาจเป็นเพราะของเก่าเสื่อมประสิทธิภาพ, เหตุผลทางด้านต้นทุน-ราคา, ความสะดวกและประหยัดเวลา ฯลฯ

เราจึงมีกล้องถ่ายรูปดิจิตอลติดมือกันแทบทุกคน

หลายๆ คนเริ่มหันมาใช้พลังงานทางเลือกแทนการใช้น้ำมัน

บางคนไม่กินเนื้อสัตว์แต่หันมากินโปรตีนเกษตร

ชุมชนคนเขียนไดอารี่ออนไลน์เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน

ฯลฯ

ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่บอกเล่าถึง ‘การทดแทน’ นี้ สำหรับบางคนอาจทำใจได้ยากสักหน่อยเมื่อต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต งดเว้นสิ่งละอันพันละน้อยที่เคยคุ้น มาเริ่มต้นนับถึงใหม่กับสิ่งใหม่ๆ

บางคนเริ่มต้นใหม่ได้ดีและคุ้นชินไปในที่สุด

บางคนแสวงหาของทดแทนไปเรื่อยๆ อย่างสนุกสนาน

บางคนได้ลองแล้วและหันกลับไปสู่วิถีแบบเดิมๆ

บางคนควบทั้งของเก่าของใหม่

สำหรับเรา,

ของใหม่ๆ ในชีวิตเป็นเรื่องที่ดีและมีประโยชน์เสมอ

อะไรที่ได้ลองแล้วรู้สึกว่าเข้ากับชีวิต ไม่ขัดไม่เขินก็เลือกที่จะใช้

แต่ของบางอย่างมันทดแทนกันไม่ได้จริงๆ

เรามีปัญหาในการอ่านตัวหนังสือและเรื่องราวจากอินเตอร์เน็ต สมาธิไม่จดจ่อ มันจึงเป็นแค่การไล่สายตากวาดๆ อ่านแบบถากๆ ไปก่อน ถ้าอะไรที่อยากอ่านจริงๆ อาจจะใช้วิธีก๊อปลงเวิร์ดแล้วปริ้นท์ออกมานั่งอ่านอีกที

เคยมีคนทำนายทายทักว่าโลกเราจะเปลี่ยนวิถี คนเราจะอ่านหนังสือจากหน้าจอคอมฯ หนังสือเล่มจะหายไปจากโลกนี้ ในวันนั้นเมื่อราว 12 ปี เราค้านในใจอย่างที่นึกภาพไม่ออกเลยว่ามนุษย์ผู้รักการอ่านตาดำๆ จะก้มหน้าก้มตาสนุกกับตัวหนังสือบนจอได้อย่างไร

แล้วมันก็ยังอยู่,

หนังสือเล่มในวันนี้ยังคงอยู่ และเราก็ยังอยู่กับหนังสือเล่ม

การสัมผัสปก การพลิกแต่ละหน้า การสูดกลิ่นหมึก การไล่สายตาไปแต่ละบรรทัด เป็นสิ่งที่อินเตอร์เน็ต หรือจอคอมพิวเตอร์ให้เราไม่ได้จริงๆ เราได้ลองแล้ว และเลือกแล้วที่จะยอมซื้อหนังสือที่ราคาสูงขึ้นๆ ทุกวัน

และถ้าตราบเท่าที่โลกนี้ยังมีการผลิตกระดาษ,

เราก็ยังยืนยันที่จะเลือกเสพความสำราญบนหน้ากระดาษต่อไปเช่นกัน

December 15, 2009

อยู่ก่อนแต่ง

ผ่านไปหนึ่งเดือนครึ่งพอดิบพอดีที่เราใช้ชีวิตแบบ ‘ไร้งานประจำ’

ได้ทดลองอยู่กับชีวิตที่หลายๆ คนอาจจะบ่นว่า ‘ไร้อนาคต’

เพราะวันๆ ก็ได้แต่หายใจพร้อมกับใช้จ่ายเงินออกไปโดยไม่มีรายรับเข้ามา

ถามว่าหนักใจและเครียดคิดมากบ้างมั้ย?

ตอบโดยไม่สงวนท่าทีเลยว่าคิดมากเอาการอยู่

ไม่ใช่เพราะห่วงว่าจะอดตาย

แต่คิดไปหลายตลบทบไปอีกหลายรอบว่า “เราจะเอายังไงกับตัวเอง?”

หมายความว่า ตอนนี้เรารู้สึกยินดีกับชีวิตที่ไม่ต้องตอกบัตร แล้วก็อยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ

โจทย์ก็คือ แล้วเราจะอยู่ได้ยังไง?

งานไม่ประจำแบบรับจ้างกันเป็นครั้งคราวจึงกลายเป็นทางเลือกหลักที่เราเล็ง

แม้รายได้จะมาแบบไม่ประจำทั้งปริมาณและความถี่ไปด้วยนั้น

แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรายังเลือกเดินในแบบที่อยากได้

แวะมาอัพเดทกันว่า

วันนี้เราได้เริ่มงานแบบไม่ประจำแต่ผูกปิ่นโตกันไว้ราวๆ 3 เดือนแล้ว

เพราะรุ่นพี่ใจดีที่เชื่อมือและยื่นโอกาสให้เราคนหนึ่ง,

ขอบคุณพี่สาวคนนั้นที่เตือนสติในการคว้าหยิบโอกาส

จากวันนี้ไป,

เราและบริษัทที่เราทำงานให้ก็ต้องมาอยู่ก่อนแต่งกันสักหน่อย

จะได้รู้แกวกันว่าใครเป็นยังไง

ทั้งเราและฝ่ายนั้นแฮปปี้กันมากน้อยแค่ไหนกับการทดลองร่วมหอลงโลงครั้งนี้

ถ้าผ่านช่วงอยู่กินกันไปจนครบ 3 เดือนก็ค่อยมาว่ากันใหม่…

ใครอยากจะอวยชัยให้พรว่าที่บ่าว-สาวคู่ใหม่ที่กำลังจะเป็นทองแผ่นเดียวกัน

ทางนี้ก็ยินดีนักหนา

November 28, 2009

ทดลองงาน

ตามธรรมเนียมและกฎระเบียบของการเข้าทำงาน

ก่อนจะได้รับบรรจุเป็นพนักงานประจำ เราต้องผ่านการ ‘ทดลองงาน’

ใครๆ ก็คงเคยผ่านมาแ้ล้วทั้งนั้น จะดูใจ ดูลีลาการทำงานของเรา 3 หรือ 4 เดือนก็ว่ากันไป

 

สำหรับเรา,

มันไม่ใช่แค่ให้บริษัทศึกษาและประเมินเราฝ่ายเดียวหรอก

ไอ้ช่วงหลายเดือนนั้น

เราเองก็มีโอกาสได้ดูทางหนีทีไล่ที่ที่เราจะต้องทำงาน ‘ประจำ’ ต่อไปด้วย

 

การทดลองงาน

มันก็เลยเหมือนการดูใจช่วงจีบกันใหม่ๆ

จะเข้ากันได้มั้ย, จะเวิร์คมั้ย, ควรจะหยุดหรือไปต่อ

 

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงทดลองงาน

เพียงแต่ไม่ไ้ด้ทดลองการทำงาน แต่เป็นการทดลองการไม่ทำงาน

อยากจะทดลองอยู่กับการไม่มีงานประจำ

ไม่มีเงินเดือน

ไม่มีสวัสดิการ

ไม่มีโบนัส

อยากจะทดลองอยู่กับมันสัก 3-4 เดือน

ผลการประเมินจะเป็นยังไง

อนาคตข้างหน้าค่อยมาว่ากัน

 

แต่ถ้าถามว่าตอนนี้เราเป็นยังไงหลังจากไม่มีงานทำมาได้หนึ่งเดือน

เราก็ขอบอกว่า “ฉันสบายดี”

สบายดี คือ

ไม่ได้ทุกข์ร้อนอ่อนใจกับการไม่มีงานประจำ

รู้สึกสงบ และรู้สึกดีกับการไม่ได้ืทำอะไรซะด้วยซ้ำ

ไม่รู้ว่าไฟการทำงานเราหมดแรงก่อนเวลาอันควรหรือเปล่า

แต่ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรที่ซับซ้อนมากกว่านี้อีกแล้ว

 

ใครจะเรียกว่า “ขี้เกียจ” ก็คงไม่ได้ผิดไปจากนี้สักเท่าไหร่

แต่เราพอใจกับสิ่งที่เราเลือกและเป็นอยู่ขณะนี้

 

เดี๋ยวผลการประเมินการ ‘ทดลองงาน’ ครั้งนี้ออกเมื่อไหร่จะมาแฉแน่นอน!

October 30, 2009

มือใหม่หัดเจ็บ

ค่ำคืนนี้มีโอกาสได้ดื่มกินกับพี่ๆ น้องๆ ที่ออฟฟิศแบบเกือบจะพร้อมหน้าพร้อมตา ด้วยวาระเล็กๆ ของการจะโบกมืออำลาการเป็นพนักงานประจำของเรานั่นเอง

ไม่ได้มีอะไรพิเศษ

แต่ไม่ได้คิดว่าจะเลยเถิด

จากข้าวปลากลายเป็นยอดข้าว

สั่งเบียร์ขวดที่ร้านตาสมมากินยังไม่สมสาใจ คณะหนุ่มสาวเลยข้ามฝั่งไปซื้อเบียร์เสือพบสิงห์มาซะ 3 แพ็ครวด ทำให้เราและชาวคณะที่ปากเยิ้มเบียร์นั่งซด นั่งคุย นั่งเล่น นั่งฟังเพลงกันอยู่ที่ัชั้น 32 ง่ายๆ ก็คือ ซื้อเบียร์มากินต่อที่ทำงานนั่นเอง

 

ดื่มไปดื่มมา

กรึ่มกันไปกรึ่มกันมา

น้องกราฟิกของเราก็น้ำตาไหล บ่นๆ พ่นๆ คำพูดอ้อแอ้ จับใจความได้ว่ามีปัญหาเรื่อง “รัก”

ปัญหาของน้องชายคนนี้คือ รักหมดใจให้ใครคนหนึ่ง แต่ในบางครั้งก็รู้สึกโหวงๆ โล่งๆ และว่างเปล่า ไม่แน่ใจกับความรู้สึกของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าคนที่เขารักคิดยังไง หรือจริงใจกับเขาแค่ไหน

 

ทันทีที่รู้สาเหตุ พวกเราก็จับกลุ่มเข้าพูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราวรักๆ เพื่อปลอบใจน้องชายหัวใจหัดเจ็บของเรา

ตอนที่เห็นน้ำตา, และได้ยินเรื่องราว

เราก็ได้แต่ถอนหายใจและบอกตัวเองว่า “คุ้นแล้วคุ้นอีก”

เพราะเรื่องที่น้องเล่า เรื่องที่เป็นทุกข์ เรื่องที่กำลังเป็นปัญหา เราเคยผ่านมันมาแล้ว ทั้งกับคนที่เรารัก และกับความคิดของเราเอง

 

ถ้าเปรียบความรักเป็นถนนเส้นหนึ่ง,

เราก็เดินผ่านมันมาก่อนที่น้องชายคนนี้จะเคยเดินเสียอีก

ไม่กล้าออกตัวว่าชินเส้นทาง แต่แค่อยากจะบอกว่าไม่ใช่แค่น้องคนเดียวหรอกนะที่ต้องใช้เส้นทางนี้เป็นประจำ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมใครต่อใครยังแวะเวียนผ่านมา ทั้งๆ ที่ถนนหนทางนี้ออกจะขรุขระ ทำให้กว่าจะเดินทางได้แต่ละทีก็ทุลักทะเล และบางครั้งก็ใช้เวลามากมายเหลือเกิน บางทีมันอาจเป็นเสน่ห์ลับลึกของสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก

 

หนทางมันดูไกลทำให้ใจล้าถ้าเรามองตรงดิ่ง และเฝ้าหาเพียงแต่ปลายทาง

เราอาจต้องฝ่าหลายโค้งที่จะทำให้เหนื่อยอ่อน ถ้าเราไม่พักแวะมันบ้าง

ระยะทางเดินไม่เพิ่มขึ้นถ้าเรารอนับรอยเท้าของวันพรุ่งนี้

 

สิ่งที่พอจะบอกได้จากคนที่เดินนำไปนิดหน่อย, ทิ้งระยะอยู่ไม่ไกลกันก็มีแค่

ไม่มีใครไม่เคยใช้ถนนเส้นนี้,

ไม่มีใครไม่เคยเจ็บ

 

ถ้าเราเลือกที่จะเดินทางนี้,

นั่นก็หมายความว่าเราเลือกที่จะเจ็บด้วยเหมือนกัน

แ่ต่อย่างน้อยเราก็ได้อยู่บนหนทางที่เราเลือกเองไม่ใช่หรือ

Older Posts »

Blog at WordPress.com.