Archive for April, 2007

ศาสนาประจำใจ

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย on April 30, 2007 by mahnakorn

เชื้อชาติ : ไทย

สัญชาติ : ไทย

ศาสนา : พุทธ

     ตั้งแต่เริ่มจำความได้ เราก็รู้ว่าตัวเองเป็นคนไทย ที่เกิดบนแผ่นดินไทย และนับถือศาสนาพุทธ มันเป็นอย่างนั้นโดยอัตโนมัติ เพราะโคตรเหง้าศักราชของเราเป็นคนไทย แถมตั้งหลักปักฐานอยู่บ้านเมืองนี้มานมนานกาเล อีกทั้งยังเป็นพุทธศาสนิกชนไปด้วยในตัว โดยไม่มีใครตั้งคำถามว่า “ทำไมเราต้องนับถือศาสนาพุทธ”

     ตอนเด็กๆ เราเคยสงสัยว่าทำไมเราต้องเป็นชาวพุทธด้วย ทั้งที่ตอนเราเกิดเรายังไม่รู้เรื่อง รู้ความเลยว่าเราพึงพอใจกับศาสนาใดในโลก ทำไมเราต้องถูกจับให้นับถือศาสนาพุทธ และนอกจากศาสนาพุทธแล้วยังมีศาสนาใดในโลกนี้อีกบ้างที่เราให้ความสนใจ และพบว่าเหมาะ เข้ากับวิถีชีวิตเราได้

     เราเอาข้อสงสัยนั้นไปถามคุณครู และเพื่อนๆ ร่วมชั้น แต่ละคนก็มองหน้าเราราวกับว่าเราเป็นตัวประหลาด ไม่รักชาติ ไม่รักศาสนา และไม่รักพระมหากษัตริย์ ทั้งที่เราแค่สงสัย และอยากรู้ว่าเป็นไปได้มากแค่ไหนที่จะเว้นช่องกรอกศาสนาเอาไว้ก่อน ไม่จำเป็นต้องกรอกตั้งแต่ตอนที่เด็กอุแว้ออกมาได้ไหม…และเมื่อเลยมาถึงขั้นนี้ทำให้เราคิดต่อไปอีกว่า นอกจากเชื้อชาติและสัญชาติแล้ว เราจำเป็นแค่ไหนที่ต้องบอกใครต่อใครว่าเรานับถือศาสนาอะไร

     เราเป็นชาวพุทธทั้งด้วยใจและตามสูติบัตร

     เราเติบโตมาในชุมชนที่ยังผูกพันแน่นเหนียวกับวัด ในหมู่บ้านเรามีวัด มีเจ้าอาวาสเป็นศูนย์กลางในการริเริ่ม ร่วมแรงร่วมใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญไหนๆ เราเลยซึมซับและประทับใจอะไรบางอย่างจากพุทธศาสนิกชนในชุมชนของเรา เราไปวัดในแทบจะทุกวันพระ เราสวดมนต์ก่อนนอน เราศึกษาพุทธประวัติ และพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ควบคู่ไปกับการเรียนเรื่องศาสนาอื่นๆ ในโลกอย่างคริสต์ หรืออิสลาม และอื่นๆ โดยที่เราไม่ได้คิดว่าอยากจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นๆ ไม่ใช่เพราะศาสนาอื่นไม่ดี แต่เรารู้สึกว่าชีวิตเราเหมาะกับศาสนาพุทธดีอยู่แล้ว

     เราเป็นมุนษย์ปกติที่ยังคงความรัก โลภ โกรธ หลงอยู่ไม่น้อย แต่มันก็ไม่มากพอที่จะทำร้าย หรือสร้างความเสียหายให้กับคนรอบข้าง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแม่เราสอนมาดี หรือเป็นเพราะเราซึบซับอะไรบางอย่างจากหลักของศาสนาพุทธไว้โดยที่เราไม่รู้ตัวหรือเปล่า เราไม่ได้กลัวบาปบุญคุณโทษ และกลัวการตกนรกโลกันต์มากเท่ากับกลัวคนอื่นเดือดร้อน เพราะคิดแค่ว่า “ถ้าเป็นเรา…” เราคิดแค่นี้เอง

     ทุกวันนี้เรายังถือศีล 5 ได้ไม่ตลอดรอดฝั่งเลย ทั้งที่รู้ว่าถ้าได้ทำ หรือทำได้ครบชีวิตจะดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่ทั้งที่รู้ก็ยังทำไม่ได้ โชคดีที่ไม่มีข้อบังคับให้เราต้องทำให้ครบ ไม่มีบทลงโทษเป็นข้อกฎหมาย มีเพียงผลของการกระทำนั้นๆ ที่จะติดตามมาไม่ห่าง ซึ่งมันเป็นผลที่เราต้องยอมรับ เพราะมันเกิดขึ้นจากตัวเราเองทั้งนั้น ไม่มีใครช่วยเราได้นอกเหนือจากตัวเราทั้งสิ้น ดังนั้นเวลาที่ชาวพุทธทำผิดกฎหมาย ทำความชั่ว สร้างความเดือดร้อน เลวร้ายให้กับคนอื่น เราแอบคิดเสมอว่า…เขาเหล่านั้นนับถือศาสนาพุทธด้วยใจหรือเพราะมันเป็นไปโดยอัติโนมัติ พวกเขาเคยสำนึก เคยคิดถึงใจคนอื่นบ้างไหม พวกเขากลัวบาปกันบ้างหรือเปล่า และเวลาที่พวกเขาไปวัดแล้วยกมือไหว้พระ ยกมือสวดมนต์พวกเขารู้สึกละอาย หรือขัดเขินบ้างไหม บางทีพวกเขาอาจแยกระหว่างทางโลก และทางธรรมได้อย่างดีเยี่ยม

     ได้ยินข่าวคราวล่าสุดเรื่องการเรียกร้องให้มีการบรรจุศาสนาพุทธไว้ในรัฐธรรมนูญที่กำลังเร่งร่างกันอยู่ว่า ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ…เราใจไม่ดี  รู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่ได้ยินถ้อยคำอะไรแบบนี้ “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ” “ไทยเป็นเมืองพุทธ” เราแค่นึกสงสัย…แล้วศาสนาอื่นๆ ล่ะ และเรามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่ต้องระบุว่าบ้านเรามีศานาพุทธเป็นศาสนาหลัก เป็นศาสนาประจำชาติ เรื่องความเชื่อ ความศรัทธาเราเอามาแบ่งแยกกันมากมายขนาดนี้ เรายึดติดกันมากขนาดนี้ ไม่แน่ใจว่ามันขัดต่อหลักศาสนาที่เราบอกว่าเราเป็น เรานับถือหรือไม่

     ถ้าถามเหตุผลของเราว่าทำไมเรายังเป็นพุทธศาสนิกชน เราขอตอบว่าเพราะเราชอบในความเป็นธรรมชาติ ความสมดุลย์ ความพอเหมาะ พอเจาะในหลักคำสอน และเราพอใจมากๆ ที่จะยึดถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำใจไปตลอดชีวิตโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวบทกฎหมายใดมาบังคับเรา…เท่านั้นเอง

หมั่นคอยดูแล…และรักษาดวงใจ

Posted in ใครบางคน on April 27, 2007 by mahnakorn

dscn1365.jpg

new.jpg

วันนั้นเป็นวันหยุดในเดือนมีนาคม เรานั่งเช็คงานอยู่ที่ร้านอินเตอร์เน็ตแถวบ้าน แล้วก็เปิด MSN เอาไว้ด้วย ไม่ได้คิดว่าต้องคุยกับใคร เพราะถ้าเช็คเรื่องงานเสร็จสรรพก็จะกลับบ้านไปนอนอ่านหนังสือต่อ แต่แล้วพอเรากำลังจะ sign out เราก็นั่งคุยกับเพื่อนสนิทคนนึง คุยกันไปเรื่อยเปื่อย แต่เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องที่ชวนสบายใจนัก เราคุยกันเรื่องชีวิต เรื่องการงาน เรื่องความฝัน และหลายๆ อย่างที่เราต่างครุ่นคิด และหมกมุ่นกับมันมานาน

คุยกันไปสักพัก เพื่อนก็บอกความจริงอะไรบางอย่าง มันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่มีอะไรร้ายแรง แต่ประโยคสั้นๆ แค่เพียง “กูจะไปอเมริกานะ” มันทำให้โลกเราหมุนคว้างอย่างไม่เป็นท่า ยอมรับอย่างหน้าไม่อายว่าเรานั่งร้องไห้ในร้านเน็ตอยู่นานมาก ร้องเพราะเราตกใจ มันกระทันหัน มันไม่ทันเตรียมใจ มัน…

เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของเรา บอกไม่ถูกว่าสนิทกันตอนไหน และสนิทมากแค่ไหน รู้แค่ว่าเราคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะน่าอาย หรือน่าละอายแค่ไหนก็ตาม เรารู้สึกอุ่นใจมากที่มีเพื่อนคนนี้อยู่ใกล้ๆ แล้วก็ไม่เคยคิด ไม่เคยนึก ไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจที่จะต้องรับมือ หากวันหนึ่งเราต้องไกลกัน

หลังจากวันที่เราออนไลน์กัน เราก็ไม่ค่อยโทรหาเพื่อนคนนี้อีกเลยเพราะเราทำใจไม่ได้ เราร้องไห้ทุกครั้งที่นั่งคิด หรือเริ่มคุยเรื่องนี้กับใคร มันเลยเกิดช่องว่างระหว่างเราสองคน เราเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาคนใกล้ชิดหลายคน ทุกคนก็พูด ก็ปลอบใจคล้ายๆ กันว่าให้เราทำใจ และใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่า…เรารับรู้ เราเข้าใจ แต่เราทำไม่ได้

วันเวลาที่หายไปของเราก็มากขึ้นเรื่อยๆ ตรงข้ามกับเวลาที่เราจะได้อยู่ด้วยกันที่มันน้อยลงๆ ทุกที แต่เรายังแข็ง และสับสนจนไม่รู้จะหาทางออกยังไง จนวันนึงเราโทรคุยกับเพื่อนสนิทอีกคน เราถามเพื่อนคนนั้นว่าเพื่อนเราคนนี้จะเดินทางวันไหน เพื่อนเลยถามขึ้นว่าเรายังไม่คุยกันอีกเหรอ เราบอกว่ายัง ทำใจไม่ได้ คุยกันไม่ได้นาน ถ้าไม่ร้องไห้ ก็ประชดประชัน เพื่อนเราเลยเสียงเข้มและพูดว่าไม่เข้าใจว่าทำไมเราทำตัวแบบนี้ ร้องไห้น่ะเข้าใจ แต่ทำไมต้องประชดใส่กันด้วย เวลาเหลือน้อยทำไมไม่ทำดีให้กัน เราบอกว่าแบบนี้ดีแล้ว เราจะได้ชินเวลาที่เพื่อนไม่อยู่ เพื่อนคนนี้โกรธมาก และบอกว่าตามใจอยากทำอะไรก็ทำ

เรานั่งร้องไห้อย่างไม่ต้องสงสัยแล้วก็ได้แต่ทบทวนสิ่งที่เพื่อนเตือนเรา…

มันก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนแล้วที่เพื่อนคนนั้นต้องไป แต่เราไม่ได้ตายจากกัน เรายังคุยกันได้ เรายังเป็นเพื่อนกัน เรายังห่วงใยกัน เรายังคิดถึงกัน

เรายัง…รักกัน

That’s ok, doggy.

That’s ok.

It’s great to have you back.Yeah…

^

^

^

ข้อความยืนยันจากเพื่อนว่าเรายังเหมือนเดิม

ที่ใหม่

Posted in ไปไหนต่อไหน on April 27, 2007 by mahnakorn

บางครั้งที่ทางใหม่ๆ ก็อาจทำให้เราไม่คุ้นเคย มันมีทั้งความขัดเขิน ความตื่นเต้น และความกังวล

แต่บางครั้งทางใหม่ ที่ใหม่ก็ทำให้เราพบเจอสิ่งใหม่ๆ มากมาย

เพราะความแปลกที่แปลกทางอาจทำให้เรากล้าที่จะทำอะไรๆ มากขึ้น

เราเองก็รอลุ้นอยู่เหมือนกันว่าพื้นที่การเขียนอันใหม่นี้

จะทำให้เราคิดและเขียนอะไรออกมาได้บ้าง

ช่วยกันอ่าน ช่วยกันแสดงความคิดเห็นนะ