Archive for August, 2007

can smile without you

Posted in ความหลังครั้งเก่า, คิดอะไรไปเรื่อย, บางวันเวลา, ใครบางคน on August 31, 2007 by mahnakorn

     เมื่อวานยุ่งๆ เพราะไปออกกองถ่าย MV จริงๆ ก็ค่อนข้างยุ่งมาตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมานั่นแหล่ะ เลยทำให้ไม่ค่อยมีเวลาออกไปพบปะเจอะเจอเพื่อนฝูง และรวมถึง…ไม่ค่อยมีเวลาที่จะเศร้า

     ค่ำๆ วานที่ฝนโปรย

     เผลอนั่งมองฝนในระหว่างรอถ่ายงาน ใจก็ลอยไปถึงใครบางคน เลยรีบส่งข้อความหาเพื่อนว่าคิดถึงใครคนนั้นจังเลย ใครต่อใครบอกว่าไม่คิดถึงสิแปลก…ก็คงจริง

     คิดถึงกันได้ แต่อย่ายึดติด ติดยึดอยู่กับเค้า ปล่อยให้ตัวเราได้ก้าวเดิน

     โทรศัพท์คุยกับเพื่อนอีกคนนึงเมื่อกี๊ เพื่อนบอกว่าเสียงเราดีขึ้นแล้ว

     ใช่…เรายิ้มได้

กะโหลกเล็กๆ

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, บางวันเวลา, หนังสือ on August 29, 2007 by mahnakorn

     วันก่อนนอนอ่าน ‘กะโหลก 2 ใบ’ เรื่องสั้นในหนังสือรวมเรื่องสั้น ‘จดหมายจากชายชราตาบอด’ ตอนแรกตั้งใจว่าเอาไว้อ่านให้จบเล่มก่อน แล้วจะเล่าให้ฟังทีเดียว แต่คันไม้คันมือขอเล่าไปทีละเรื่องๆ ก็แล้วกันนะ เพราะเรื่องนี้มันรบกวนหัวจิตหัวใจจริงๆ

     ‘กะโหลก 2 ใบ’ บอกเราว่ามนุษย์บนโลกใบนี้มีกะโหลกอยู่ 2 ใบ ใบแรกมีขนาดเล็ก และโดยมากจะถูกใช้ในวัยเด็ก มักใช้กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น เรื่องเพ้อฝัน จินตนาการ การเอาตัวรอดเมื่อโดนครูจับได้ ฯลฯ ซึ่งกะโหลกใบนี้จะอยู่กับเราไม่นานนัก และเราแทบไม่รู้ตัวเลยว่า…มันหายไปตอนไหน กว่าจะรู้ตัวอีกทีเราก็มีกะโหลกใบที่สองใช้งานไปอย่างปกติและแนบเนียนแล้ว

     กะโหลกในหลังนี้เป็นเหมือนคู่ตรงข้ามกับใบแรกโดยสิ้นเชิง

     มันถูกคาดหวังให้ใช้งานในเรื่อง ‘สำคัญ’ และ ‘เครียด’ ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมกะโหลกใบนี้ได้ถูกสร้างมาให้ใช้งานเช่นนี้ หลายคนคิดถึงกะโหลกใบเก่า แต่ก็ไม่อาจหลุดออกจากพันธะนาการของกะโหลกใบสุดท้ายนี้ได้เลย

     อ่านจบแล้วเรานึกถึงเพลง ‘พื้นที่เล็กๆ’ ของพี่บอย ตรัย และหนังสือแปลเรื่อง ‘Turning Thirty’ ของ ไมค์ เกล ขึ้นมาพร้อมๆ กัน

     สำหรับเพลงของพี่บอย เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ฟังมาแล้ว มันจับใจเรามากๆ เพราะ ‘ความเป็นเด็ก’ ในตัวเราเบาบางลงทุกที ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่ามันจะหายไปจากชีวิตเรารวดเร็วตามอายุขัยที่เพิ่มขึ้นทุกปีๆ

     ส่วนหนังสือแปลเล่มนั้นพูดถึงคนที่อายุกำลังจะเข้าเลข 3 ซึ่งเป็นเลขหมายที่เป็นอันรู้กันในหมู่ชนทั้งโลกว่า ‘โตแล้ว’ และ ‘ควรที่จะลงหลักปักฐาน’ และ ‘เอาจริงเอาจังกับชีวิต’ เสียที ซึ่งคนที่อายุใกล้จะเข้าเลข 3 อย่างเราเกิดความเครียดสะสมเนื่องจากความคาดหวังดังกล่าว เรายังไม่มีสมบัติพัสถาน เราไม่ยังมีฐานะที่มั่นคง เรายังไม่มีคนที่อยากสร้างครอบครัวด้วย เรายังสนุกกับการเก็บเงินเที่ยวไปเรื่อย เรายังรื่นเริงกับการสังสรรค์กับเพื่อน เรายัง…รู้สึกว่าเราไม่โตตามอายุแห่งความคาดหวังนั้น

     บางที…ความเครียดจัดของเราอาจเกิดขึ้นจากการใช้สมองใบที่สองคิดก็ได้ ถ้าเราลองเปลี่ยนไปใช้สมองอันเล็กกว่าประเมินตัวเอง ก็ถือว่าเราได้เดินมาไกลจากจุดเริ่มต้นเยอะมากแล้ว ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือร้าย ก็ถือซะว่ามันเป็นกำไรของชีวิตก็แล้วกัน

    

โดดเดี่ยวแต่ไม่เปลี่ยวเหงา

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา, หนังสือ on August 27, 2007 by mahnakorn

cimg5548.jpg

กลับสู่สภาวะ (เกือบ) ปกติ

     ช่วงนี้ติดห้อง จริงๆ เราก็เป็นคนติดห้อง ติดบ้านมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาแทบไม่ออกไปไหนเลย แม้โรงหนังสถานที่โปรด นับๆ ดูแล้วเราเข้าน้อยเอามากๆ นี่ถ้าไม่ต้องออกมาทำงาน เราคงกลายเป็นฤาษีจำศีลไปแล้ว

     เราตั้งใจงดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งจริงๆ เราเริ่มไม่ดื่มมาตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษาประมาณ 1 อาทิตย์เพราะช่วงนั้นต้องไปหาหมอและกินยา มันเลยเหมือนการบังคับกลายๆ ให้เรางดของมึนเมา และเมื่อไม่คิดจะดื่ม (น่าแปลกมากที่เราไม่ทุรนทุราย) เราเลยไม่อยากออกไปสังสรรค์ตอนกลางคืน ทั้งที่เพื่อนก็หมั่นโทรชวน แต่เราก็ปฏิเสธแทบทุกครั้ง เพราะรู้สึกเหนื่อยๆ ในการเบียดเสียด และหนวกหูกับเสียงเพลง และอยากจะรักษาอาการเจ็บป่วยทางใจ…ซึ่งตอนนี้ดีขึ้นมากจริงๆ

     การติดห้อง หรือการอยู่ห้องของเราก็ไม่มีอะไรมาก และไม่มีอะไรแปลก ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าการนอนอ่านหนังสือนิ่งๆ สงบๆ ทั้งเวลาปกติและก่อนเข้านอน เล่มที่เพิ่งอ่านจบไปหมาดๆ ชื่อ ‘พเนจร’ เป็นหนังสือแปลของ Hermann Hesse (อาจจะคุ้นชื่อจากการที่เขาได้รับรางวัลโนเบลจากเรื่อง ‘เกมลูกแก้ว’ หรือจากเรื่อง ‘สิทธารถะ’) มันเป็นหนังสือเล็กๆ บางๆ มีความหนาไม่ถึง 80 หน้าด้วยซ้ำ มันเป็นเหมือนบทบันทึกการเดินทางของผู้เขียน ซึ่งเขาก็จะบรรรยาย พรรณาสิ่งที่ได้พบเห็น ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเขา ณ เวลานั้น

     เราอ่านช้าๆ คืนละบท สองบทเพราะไม่อยากให้มันจบเร็ว

     ความละเมียดละไมของใจที่รักการพเนจรของเขา รวมถึงความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องที่เขาค้างคาอยู่มันกินใจเรามาก หลายๆ ความรู้สึก หลายๆ ข้อความมันตรงกับชีวิตในช่วงที่ผ่านมาของเรามากๆ รู้สึกเหมือนโดนอ่านใจยังไงก็ไม่รู้…เหมือนกำลังโดนสายตาของผู้ใหญ่คนหนึ่งคอยมอง และคอยให้กำลังใจเราอยู่ อ่านจบบทสุดท้ายแล้วโล่ง และดีใจมากๆ ที่จัดชั้นกองหนังสือใหม่เลยทำให้เจอเล่มนี้ (ซึ่งจำไม่ได้ว่าซื้อเอาไว้เมื่อไหร่)

     ส่วนเล่มอื่นๆ ที่กำลังอ่านอยู่ก็มี ‘ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ’ ซึ่งเป็นหนังสือแปลเหมือนกัน อันนี้คนแต่งใช้การกระพริบตาบอกตัวอักษรที่ละตัวๆ จนประสมเป็นคำ เป็นประโยค และเป็นเล่มมาให้เราอ่าน เพราะตอนนั้นผู้แต่งเป็นอัมพาตทั้งตัว (อึ้ง ทึ่ง จริงๆ)

     อีกเรื่องคือ ‘จดหมายจากชายชราตาบอด’ รวมเรื่องสั้นของคุณประภัสสร เสวิกุล บอกตรงๆ ว่ายังไม่เคยอ่านเรื่องรวมสั้นของเขามาก่อน ส่วนใหญ่จะอ่านเป็นนวนิยาย แต่อ่านไปแล้วครึ่งเล่ม ชอบมาก เนื้อหาโดยรวมมันร่วมยุค ทันสมัย และว่าถึงชีวิตประจำวันของคนยุคเรา อ่านแล้วจี๊ดดี

     วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง…

    

     

ปล่อย…

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, บางวันเวลา, ฟังเพลง on August 22, 2007 by mahnakorn

โลกมันยังหมุนไป อย่ามัวไปเสียดาย หัวใจของเรา
ในเมื่อคนรักจริง อาจไม่ใช่เขา…ช่างมัน ช่างมัน
เก็บใจเอาไว้เถอะนะ ไม่นานเราคงจะลืม

เอาชีวิตของชั้นคืนมานะ!!!

Posted in ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา on August 21, 2007 by mahnakorn

ขอบันทึกไว้หน่อย เพราะนี่อาจเป็นประวัติศาสตร์ชีวิตหน้าสำคัญ ที่อาจไม่เกิดขึ้นอีกแล้วในชีวิตของเรา

22.00 น. หลับแบบไม่ได้สติเพราะฤทธิ์ยา

04.30 น. ตื่นขึ้นแบบได้สติเพราะฤทธิ์ยา (หมด)

04.45 น. นอนไม่หลับ เลยเปิดไฟอ่านหนังสือ

05.15 น. โทรศัพท์ไปคุยกับแม่

05.30 น. กลิ้งไปกลิ้งมาและปิดไฟนอน

05.45 น. เปิดไฟอ่านหนังสือ

06.00 น. เปลี่ยนเสื้อผ้าลงไปหาของกิน

06.10 น. เข้าร้าน Family mart ได้บีทาเก้นมากิน 1 ขวด

06.20 น. นั่งกินโจ๊กเด็ก 1 ชามแบบเรื่อยๆ

06.45 น. เดินเฉื่อยๆ สวนทางกับคนอื่นเพื่อขึ้นห้อง

07.00 น. กินยาและโทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อน

07.10 น. รู้สึกเหมือนง่วงๆ เลยนอนต่อ

09.30 น. ตื่นสาย!!!

     จริงๆ การได้นอนเร็ว ตื่นเช้ามันก็ดีนะ แต่เราอยากตื่น อยากนอน อยากกินด้วยตัวเราเองมากกว่าที่จะเป็นเพราะฤทธิ์ยามันสั่ง นี่ก็ได้แต่รอให้วงจรชีวิตเดิมๆ ที่แม้ไม่ค่อยสมประกอบกลับคืนมา เพราะวันศุกร์นี้หมอนัดเราอีกรอบ ก็หวังว่าจะไม่ต้องกินยาอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมาเหมือนสติมันลอยๆ หลุด และมึนหัวเอามากๆ อย่างค่ำเมื่อวานก็เกือบหน้าคะมำบนรถเมล์

     อย่างที่บอกแหล่ะ…แม้ชีวิตที่แขวนอยู่บนยาสั่งจะดีแค่ไหน

     แต่เราชอบแบบเก่าที่เราได้เป็นตัวเองจริงๆ มากกว่า

กำขี้ดีกว่า ‘กำธร’

Posted in ขำขัน, ใครบางคน on August 20, 2007 by mahnakorn

     ขอเขียนถึงคนอื่นบ้างเพราะเริ่มเบื่อเรื่องเน่าๆ เรื้อรังของตัวเองเต็มทน (และคิดว่าคนอ่านก็คงเบื่อเหมือนกัน) ใช้เวลาตัดสินใจไม่นานว่าจะเริ่มเขียนถึงใครก่อน เพราะ ‘เขา’ คนนี้โดดเด่น และเด้งออกมาจากกลุ่มคน (ปกติ) ทั่วๆ ไป

     ‘กำธร’ คือชื่อจริงทั้งในวงการและนอกวงการบันเทิง

     ‘กำธร’ เป็นพนักงานคนหนึ่งในค่ายเพลงสนามหลวงของเรา เขาเป็น Project Manager เชียวนะท่าน อยู่ดูถูกไป

     บ้านเกิดของเขาอยู่ติดชายแดนไทย-พม่า ฉะนั้นยามเข้าสู่ปิดภาคเรียนฤดูร้อน เขาก็สามารถข้ามฝั่งไปท่องเที่ยวได้อย่างง่ายดาย แต่อนิจจา…เนื่องจากพรมแดนนั้นมีกับระเบิดวางอยู่มากมาย จึงทำให้เด็กชายกำธรเหยียบมันเข้าเลยทำให้อนาคตนายแบบของวงการบันเทิงบ้านเราจึงดับสูญไปอีกหนึ่งคน

     ใครเลยจะคิดว่าการสูญเสียความสูงเกือบ 30 เซ็นติเมตรในครั้งนั้น จะทำให้เขาฮึกเหิมและเชื่อมั่นในความหล่อเหลาเอาการของตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว แม้จากเดิมเขาจะสูงถึง 182 เซ็นฯ และปัจจบันจะเหลือไม่ถึง 170 เซ็นฯ ก็ตามแต่เขาก็พยายามส่องกระจกทุกเช้าค่ำ และพยักหน้าบอกตัวเองว่า “ระเบิดทำลายหน้าตาข้าไม่ได้” 

     เขาจึงหอบความฝัน แบกหน้าตาที่เขาคิดว่าหล่อเริ่ดที่สุดในหมู่บ้านกลางป่า หนีการที่พ่อแม่อยากให้เป็น อบต. เข้ามาเมืองกรุง หวังจะใช้หน้าที่การงานในสายบันเทิงเป็นใบเบิกทาง สังเกตได้จากบริษัทที่เขาเลือกทำงานส่วนใหญ่ ถ้าไม่เป็นค่ายหนัง ก็เป็นค่ายเพลง…

     แต่เหมือนโดนสวรรค์แกล้ง ความฝันที่จะเป็นดาราที่ขายหน้าตาก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ไม่ใช่เพราะไม่มีใครได้เห็นหน้าตาของเขา ตรงกันข้าม!!! เพราะบรรดาแมวมองต่างเมินเขาไปอย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย

     นอกจากจะพยายามพูดกรอกหูเพื่อนๆ ที่ทำงานทุกวันเวลาว่า “กูหล่อ” แล้ว เขายังพยายามทำตัวหล่อให้มากขึ้นด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่นับวันจะดูดีขึ้นผิดหูผิดตา อาจจะเพราะเขางดเหล้าเข้าพรรษาเลยทำให้มีเงินเหลือพอที่จะไปทำอย่างอื่นได้ เข้าข่ายว่า “ไก่งามเพราะขน กำธรหล่อเพราะแต่ง”

     แต่ก็นะ…

     ‘กำธร’ เป็นที่รักใคร่ในหมู่ชาวสนามหลวงยิ่งนัก เพราะการได้ด่าทอ ‘กำธร’ อย่างเจ็บแสบ หรือการประชันกันระหว่างพนักงานด้วยกันเองว่าใครด่า ‘กำธร’ ได้แปลกแหวกแนวที่สุดถือเป็นกิจกรรมทั้งยามว่างและยามงานยุ่งที่สร้างความผ่อนคลาย รื่นเริงใจได้ดีนักแล

     ดังนั้น…ถ้าวันไหนเขาไม่มาทำงาน เราจึงรู้สึกเหงาปากและเหมือนชีวิตขาดๆ อะไรไป เราจึงโทรไปหาเขาเพียงเพื่อสาดพ่นคำด่า จากนั้นก็วางหูและทำงานต่อด้วยความสบายใจ

     แต่อย่าคิดนะว่าเขาน่าสงสาร เพราะไม่ว่าเราจะด่าเขามากแค่ไหน เขาก็จะย้ำอยู่เพียงอย่างเดียว และเชื่ออยู่เพียงคนเดียวว่า “กูหล่อ”

     ถ้าอยากเห็นหน้าตาที่เขาเชื่อว่าเขาหล่อก็ให้มาด้อมๆ ดมๆ มองๆ แถวๆ ชั้น 13 ตึกแกรมมี่ได้เลยแล้วจะรู้กันสักทีว่า ‘กำขี้ดีกว่ากำธร’ มันจริงหรือเปล่า

ใจหนาว

Posted in ความหลังครั้งเก่า, คิดอะไรไปเรื่อย, ติดตรึงใจ, บางวันเวลา, ใครบางคน on August 17, 2007 by mahnakorn

     ไม่รู้เพราะลมหนาวๆ ที่พัดมาแผ่วๆ เมื่อเช้าหรือเปล่า ถึงได้มีอิทธิพลต่อจิตใจเราขนาดนี้ รู้สึกวันนี้โลกไม่สดใสเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่มันเป็นวันศุกร์ สงสัยเพราะลมหนาวหอบเอาความหลังติดมาด้วยแน่ๆ และทั้งๆ ที่เรื่องราวในอดีตมีทั้งด้านงดงาม และหดหู่ เราดันเลือกที่จะให้ด้านแย่ๆ เข้ามาทับถมในจิตใจเรา

     วันนี้รู้สึกหนาวจัง…

     หนาวจับจิต จับใจ

     คิดถึงใครต่อใครมากมาย ทั้งเพื่อนที่อยู่อังกฤษ, อเมริกา, เชียงใหม่ และใครบางคนที่อยู่ใกล้ๆ กัน อยากจะวิ่งออกไปไหน อยากจะร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง อยากจะตะโกนออกไปให้สุดเสียง อยากจะไปไหนต่อไหนให้ไกลจากจุดเดิมที่เราอยู่ในตอนนี้

k1.jpgk2.jpgk3.jpgk4.jpg

     เมื่อวานเพิ่งสังเกตว่ากำไลเงินที่อยู่บนข้อมือเรามานานเกือบ 5 ปี มันชำรุดโดยที่เราไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เราใจหาย เพราะตั้งแต่ปิ๊งมันวันแรกที่เชียงราย เราก็ไม่เคยถอดมันออกเลยสักครั้ง เหมือนเป็นเพื่อน เหมือนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวอะไรสักอย่างที่เรา…ผูกพัน

     เมื่อคืนเรานั่งมองมันแล้วก็ถามตัวเองควรจะถอดมันออก แล้วหาอันใหม่มาแทนที่ หรือเราจะใส่มันต่อไป หรือเราจะถอดมันเก็บไว้ใกล้ๆ ตัวและไม่พยายามที่จะหาอันใหม่มาใส่แทนมัน…

     เช้าวันนี้เราถอดมันออกแล้วด้วยความอาลัยนิดๆ มันเป็นการตัดใจอำลาจากอะไรสักอย่าง แม้มันจะยังอยู่ใกล้ๆ ตัวเรา แต่มันก็ไม่เหมือนเดิม แต่อย่างน้อยๆ ตอนนี้เราก็ยังไม่ได้มองหาอันใหม่หรอกนะ

     เรายังทำใจไม่ได้

    

กลอนตอนตี 5

Posted in ความหลังครั้งเก่า, บางวันเวลา, ใครบางคน on August 16, 2007 by mahnakorn

แม้จะรัก แม้ใจรัก…สักเพียงใด

แต่ความรักมักใช้ ‘ใจ’ จำนวนคู่

รักเพียงหนึ่ง รักข้างเดียว เพียงแค่ ‘กู’

เขารับรู้แต่ไม่รับ ‘รัก’ จากเรา

            แม้จะสุขแต่ก็ทุกข์ปะปนอยู่

            มีชีวิตที่หดหู่บนทางเศร้า

            หากไม่หวังซึ่งสิ่งใดระหว่าง ‘เรา’

            หยาดน้ำตาเน่าเน่าคงไม่ริน

นี่แหล่ะรัก…บทสรุปที่ใครบอก

พัวพันอยู่กับชีวิตไม่จบสิ้น

ตราบยังมีเสียงหายใจให้ได้ยิน

ใจวิ่นวิ่น ใจร้าวร้าวก็คงเดิม

            จะมีรักที่ไม่มีผิดหวังไหม?

            รักที่ทำให้หัวใจได้ฮึกเหิม

            รักแบบนั้นเราต้อง ‘ให้’ และหมั่น ‘เติม’

            อย่าไปหวังใครมา ‘เพิ่ม’ คู่ให้ใจ

ต้องรู้จักที่จะรักไม่หวังผล

จะรักใครสักคนเราต้อง ‘ให้’

มอบสิ่งดีด้วยใจจริงและห่วงใย

ถ้าทำได้ ‘กายและใจ’ สุขแน่นอน

            รู้ทั้งรู้แต่ใจเราไม่สงบ

            ยังนอนรบกับความเหงายามถึงหมอน

            ภาวนาและพูดพร่ำคำอ้อนวอน

            ขอแค่นอน…หลับสนิทก็พอใจ

รอเพียงแค่เวลาจะเยียวยา

หวังให้ช่วยรักษาบรรเทาไข้

ทำให้หายจากโรคช้ำระกำใจ

จะต้องใช้เวลาเท่าใดกัน

            แต่ไม่ว่าจะนานเนิ่นเดินทางไกลสักเท่าไร

            แม้จะไกลสุดแสนไกลจะไม่หวั่น

            เมื่อเลือกทางที่จะเดินขนานกัน

            ต้องยอมรับและกัดฟันฝ่ามันไป

.

.

.

      สะดุ้งตื่นตอนตี 5 (เพราะฤทธิ์ยา) แล้วก็นอนต่อไม่หลับ เลยหยิบปากกามาร่างกลอนที่เราไม่ได้เขียนนานมากๆ คิดเอาไว้ว่าจะเริ่มกลับมาเขียนบ่อยๆ รวมถึงวาดรูปให้เยอะขึ้นด้วย

เหนื่อยใจนิดหน่อย

Posted in ความหลังครั้งเก่า, คิดอะไรไปเรื่อย, บางวันเวลา, ฟังเพลง, ใครบางคน on August 15, 2007 by mahnakorn

     หากจะถามถึงความเป็นไปในชีวิตของคนอย่างฉัน

     ก็อย่างที่เห็นฉันยังคงเดิม

     และมีชีวิตเหมือนใครต่อใคร

แต่ก็มีในบางครั้ง ใจมันคิดถึงวันที่เคยมีเธอ

เคยมีวันที่แสนดี

มาวันนี้แม้ไม่มีเธอ

อยู่คนเดียวแม้กายจะเหนื่อยไม่เป็นไร

     ก็เหนื่อยใจนิดหน่อย เหนื่อยใจเหมือนกัน

     จากที่เคยมีใครคอยอยู่เคียงข้างกัน

     ก็เหนื่อยใจนิดหน่อยเมื่อไม่มีเธอ

     อาจดูเหมือนฉันไม่เป็นไร

     แต่เมื่อคิดถึงเธอทีไรยังหวั่นไหว

     ก็เหนื่อยใจนิดหน่อย

จะไปไหนหรือทำอะไร

สบายๆ เพราะมีเพียงฉัน

โอ…อ่อนล้าก็มีบางวัน ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร

     แต่ก็มีในบางครั้งที่ใจมันคิดถึงวันที่เคยมีเธอ

     เคยมีวันที่แสนดี

     มาวันนี้แม้ไม่มีเธอ

     อยู่คนเดียวแม้กายจะเหนื่อยไม่เป็นไร

ก็เหนื่อยใจนิดหน่อย เหนื่อยใจเหมือนกัน

จากที่เคยมีใครคอยอยู่เคียงข้างกัน

ก็เหนื่อยใจนิดหน่อยเมื่อไม่มีเธอ

อาจดูเหมือนฉันไม่เป็นไร

แต่เมื่อคิดถึงเธอทีไรยังหวั่นไหว

     เหนื่อยกายไม่เป็นไร

     หากพักก็คงจะหาย

     ก็เหนื่อยใจนิดหน่อย

ฉีดยารอบสะดือ

Posted in ความหลังครั้งเก่า, ติดตรึงใจ on August 14, 2007 by mahnakorn

     เคยบอกว่าว่างๆ จะเล่าเรื่องที่เรา ‘กลัวเข็ม’ ให้อ่านกันที่นี่ แต่ไม่คิดว่าอยากจะเล่ารวดเร็วเช่นนี้ แต่เอาเหอะ…ขอเล่าหน่อยน่า เพราะเพิ่งได้รู้ความจริงอะไรบางอย่างจากปากคุณแม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน โคตรจะเซอร์ไพรส์เลย

     ก็นะ…เรากลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อไปกอดแม่โดยเฉพาะ แล้วตอนที่เรานอนคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย อยู่ๆ ไอ้เจ้าหมาพันธุ์ทางขนปุยขาวที่แม่เพิ่งเอามาเลี้ยง ก็พยายามจะเข้ามาคลอเคลียเราถึงตัว เราก็ผลักไสไล่ส่ง ไม่ได้รังเกียจ แต่ออกแนวขยาดๆ ไม่ชอบการโดนพันแข้งพันขา แม่ก็เลยหันไปพูดกับไอ้เจ้านั่นว่า “ไม่แปลกหรอกเนอะ ก็พี่เจี๊ยบเคยโดนหมาบ้ากัดตอนเด็ก”

     เฮ้ย!!!!

     ทำไมเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยล่ะ ซึ่งแม่ก็ตอบข้อสงสัยของเราว่า “ตอนนั้นเจี๊ยบเพิ่ง 2 ขวบเองมั้ง จำอะไรไม่ได้หรอก แล้วไอ้หมาซึ่งตอนที่เข้ามากัดแขนซ้ายหนูยังไม่รู้ว่าบ้าหรือไม่ จนชาวบ้านไปตามล่าและฆ่าตัดหัวเอาไปส่งโรง’บาล ถึงได้รู้ว่ามันบ้า”

     โห…เรานังฟังตาปริบๆ สงสารหมาชะตา (และหัว) ขาดตัวนั้นโคตรๆ

     “แม่เลยต้องพาเจี๊ยบไปฉีดยารอบสะดือทุกวัน วันละเข็ม เพราะถ้าขาดไปหนึ่งวัน หมอก็จะเริ่มนับหนึ่งใหม่” เราเลยถามแม่ว่าสรุปกว่าจะครบ 1 รอบสะดือนี่เราโดนเจาะ’ดือ (วัยรุ่นมั้ยล่ะ?) ไปกี่เข็ม “ก็ประมาณ 20 กว่าเข็มมั้ง แม่จำไม่ได้”

     โว้วแม่เจ้า!!!

     จากเหตุการณ์ครั้งที่ยังจำความไม่ได้นั้น เรามาสันนิษฐานตามอำเภอใจแบบไม่ต้องพึ่งพานักจิตวิทยาใดๆ ว่า มันคงเป็นเรื่องฝังใจของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว คือ ทำให้เรากลัวหมา และกลัวเข็มไปในตัว ทั้งๆ ที่เราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร รู้แต่ว่าไม่อยากอยู่ใกล้ๆ ทั้งหมา ทั้งเข็ม รู้สึกไม่ปลอดภัยอะไรทำนองนั้น

     และจากเรื่องนี้…ทำให้เรารู้ว่าคนเป็นแม่นี่อดทนและห่วงใยลูกมากแค่ไหน คิดดูว่าตอนนั้นบ้านเราจนมากๆ ไม่มีรถใช้ แม่ต้องอุ้มเราไปรอรถโดยสารที่นานๆ จะมาสักที ซึ่งนั่นทำให้คนแน่นด้วย แม่ต้องอุ้ม ต้องหอบหิ้วเราโหนรถแบบนี้ทุกวันเกือบเดือนน่ะ

     ซึ้งมากๆ ไม่อยากเขียนละ เดี๋ยวน้ำตาร่วง…

     รู้แต่ว่าวันนี้แม่คงจะลงต้นมะลิที่เราซื้อให้ คาดว่าคงปลูกไว้หน้าบ้านนั่นแล ว่างๆ จะกลับไปยลนะจ๊ะ