somewhere in someday with someone

March 26, 2008

หัวใจดากานดา

     สวัสดีดากานดา,

     เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว ชั้นได้เห็นเรื่องราวของแกและเพื่อนสนิทของแกอย่างไอ้ไข่ย้อยครั้งแรกก็ในโรงหนัง และหลังจากนั้นสักพักชั้นก็หยิบเรื่องแกกับมันขึ้นมาดูบ่อยครั้งด้วยความคิดถึง อาจเป็นได้ว่าเพราะบรรยากาศและเรื่องราวในหนังมันทำให้ชั้นคิดถึงมหา’ลัยของชั้น ที่สำคัญชั้นเองก็เคยแอบรักเพื่อนสนิทว่ะ (แต่น่าแปลกที่ไม่ยักโดนเพื่อนสนิทมาแอบรักเหมือนที่แกโดน)

     จากวันนั้นจนถึงวันนี้,

     ชั้นยังมีคำถามในใจมากมายที่แม้จะฟุ้งน้ำลายคุยกับใครไปทั่วแล้ว แต่ชั้นก็ยังข้องใจอยู่เนืองๆ จนมันปะทุออกมาวันนี้ สุดท้ายเลยต้องเขียนจดหมายถึงแก

     เรื่องของเรื่อง คือ มีผู้หญิงคนหนึ่งเอาข้อความทางโทรศัพท์มาให้ชั้นอ่าน ข้อความมันก็ไม่มีอะไรมาก แค่ผู้ชายแสนดีคนหนึ่งที่เคยผูกพันธ์ในชีวิตแล้วหายไปนานเป็นปี เขาก็ถามไถ่ทั่วๆ ไปแหล่ะ แต่ชั้นกับยัยผู้หญิงคนนี้ดันเกิดคำถามว่า “แล้วหนึ่งปีที่หายไปล่ะ อยู่ดีๆ จะมาเนียนกลับมา…” มันเลยทำให้ชั้นโพล่งเรื่องของแกออกมา

     ดากานดา, ชั้นอยากรู้จริงๆ ว่าหลังจากที่ไอ้ไข่ย้อยเดินสะบัดตูดใส่แกในวันที่มันบอก “ชั้นรักแกว่ะ” แล้วน่ะ แกเป็นยังไงบ้าง?

     ใจแกคิดอะไรตอนนั้น?

     “แกมาทำอะไรเอาป่านนี้” พูดไปแล้วแกรู้สึกยังไง?

     แล้วตอนที่ไข่ย้อยหายหน้าไป…แกเจ็บแค่ไหน?

     ชั้นเองก็เข้าใจนะว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นผู้ชายหน่อยๆ มันเป็นเรื่องของไอ้ไข่ย้อย แต่ชั้นก็อยากเห็นนะ ชั้นอยากเห็นเรื่องของแกหลังจากเหตุการณ์วันนั้นจริงๆ เพราะในขณะที่ชั้นเห็นไอ้ไข่ย้อยใส่เฝือก, นั่งวาดรูป, ออกเดทกับพยาบาลสาว ฯลฯ แกทำอะไรอยู่?

     ไม่ได้จะบอกหรอกว่าเข้าใจแกอย่างสุดซึ้ง แต่อย่างน้อยชั้นก็…คิดถึงแกนะ

March 24, 2008

my blueberry nights : ค่ำไหน เหงานั่น

ค่ำเมื่อไหร่

เหงาเมื่อนั้น

ค่ำที่ไหน

เหงาที่นั่น

การเดินทางไกลของหัวใจที่บาดเจ็บ

มันอาจระทมทุกข์ทนทรมาณ แต่ไม่ช้าไม่นานมันจะผ่านไป

บาดแผลของใครบางคนในวันเก่า

อาจถูกชำระสะสางให้เป็นปกติได้ด้วยเรื่องราวของใครต่อใคร

การได้เห็นหัวใจของคนอื่นๆ ที่อาจซับซ้อน หนักหนาสาหัสกว่า

คล้ายเป็นการบรรเทา และเปิดใจเราให้กว้าง

อาจเป็นการเป่าปัดระหว่างกันและกัน

และสักวันเราจะเริ่มต้นได้ใหม่อีกครั้ง

My Bluberry Nights

     หนังเรื่องล่าสุดของเฮียหว่อง แต่เป็นหนังพูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของเค้า ได้นักแสดงที่น่าสนใจมากอย่าง นอร่าห์ โจนส์ (นักแสดง?)/จู๊ด ลอว์/นาตาลี พอร์ตแมน (กรี๊ดมาก)/ราเชล ไวซ์

     เฮียหว่องทำให้เราลืมภาพนอร่าบนเวทีไปเลย แถมยังทำให้จู๊ดดูดีและเท่โคตรๆ กว่าเรื่องไหนๆ ส่วนนาตาลีนี่ก็เปรี้ยวได้ใจจริงๆ และเจ๊ราเชลก็ทั้งเซอร์ ทั้งเบลอซะ

     ถ้าเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของเฮียเค้าก็คงต้องบอกว่าเรื่องนี้ดูง่าย และเบากว่ามากๆ ไม่เหงาจัด ไม่หม่นเกิน ไม่เศร้าไป เราว่ามันกำลังพอดีๆ…บรรยากาศกำลังสบาย

     ภาพและเพลงก็จับจิต เท่แต่ไม่ศิลปะรับประทานเกินไป จับต้องได้ เหมือนกับบทสนทนาที่เราว่าเรื่องนี้ดูปกติและธรรมดากว่าเรื่องอื่นๆ แต่ยังไงก็ยังไว้ลายเฮียเค้าอยู่ดี

     สรุปคือ ชอบและแนะนำ

March 20, 2008

มุมที่เปลี่ยน

Filed under: คิดอะไรไปเรื่อย, ใจหาย — mahnakorn @ 12:35 pm

my-place.jpg

ณ มุมหนึ่ง

มุมที่เรารู้สึกสงบ

มุมที่เราใช้เวลามากมายในแต่ละวัน

มุมที่เรารู้สึกปลอดภัย

มุมที่ตัดขาดเราจากโลกภายนอก

มุมที่เราใช้พักพิงยามล้าเหนื่อยกาย

มุมที่เราเลือก

มุมที่เราผูกพันธ์

มุมที่เราไม่เคยเปลี่ยน

บางทีอาจถึงเวลาที่เราต้อง

‘เปลี่ยนมุม’

March 17, 2008

ซับคำ

     เพิ่งอ่าน ‘อีกหนึ่งฟางฝัน’ จบ

     เป็นการอ่านงานเขียนของจิรนันท์ พิตรปรีชาครั้งแรก, แต่แค่เล่มเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เราอยากจะสัมผัสงานเขียนชิ้นอื่นๆ ต่อไปอีก เพราะเล่มนี้เป็นบทบันทึกแรมทางระหว่างที่เธอและคนรักหนีเมืองไปอยู่ป่า หนังสือเล่มนี้เลยจะมีการอิงอ้างงานเขียนเล่มอื่นๆ ของเธอ และของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสิรฐกุลด้วย

     สิ่งที่ซึบซับเข้าสู่จิตใจของเราอย่างง่ายดาย คือ ภาษา

     เป็นการเขียนร้อยแก้วที่ให้อารมณ์ละเมียดราวกับอ่านร้อยกรอง

     เป็นภาษาธรรมดาสามัญที่กลั่นออกจากจิตใจนุ่มละมุนของผู้เขียน

     …

     เป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้เราอ่านหนังสือช้าลง เพียงเพราะติดใจสำนวนและถ้อยคำจนไม่อยากให้จบเล่ม แต่เมื่อต้องจบก็คิดว่าจะไปหาเล่มอื่นมาอ่านแน่นอนโดยเฉพาะ ‘ใบไม้ที่หายไป’ ซึ่งไม่ได้อยากจะอ่านเพราะมีรางวัลการันตี แต่เพราะเราเติบโตในระดับหนึ่งแล้ว และได้รู้เรื่องราวการเข้าป่าจากมุมมองของนักสู้ในวันนั้นบางส่วนแล้ว น่าจะทำให้เข้าใจเนื้อหาของบทกวี และอารมณ์ของคนเขียน ณ เวลานั้นมากขึ้น

     ตอนนี้กำลังใช้เวลาช้าๆ กับ ‘เดินป่าเสาะหาชีวิตจริง’ ของอ.เสกสรรค์ ซึ่งภาษางามจับใจไม่แพ้กัน (ที่สำคัญอ.เสกสรรค์ในแง่มุมของชายหนุ่มที่มีหญิงสาวที่รักมีความโรแมนติคสูงสุดๆ) อ่านจบแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังนะ

March 10, 2008

ปลอดโปร่ง

calm.jpg

การพาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่โล่งๆ

ในวันที่ปลอดโปร่ง

มักส่งผลต่อจิตใจในทางที่ดี

มันทำให้ภาวะทางใจเกิดความรู้สึกปลอดภัย

อาการของจิตโปร่ง

โล่ง สบาย

และ

สงบ

แม้จะใช้เวลาไม่นานกับใครไม่กี่คน

แต่เป็นช่วงเวลาแสนสั้นที่แสนสุข

March 5, 2008

เกิดมาให้รัก

คนบางคนเกิดมาให้เรารัก

ไม่ได้เกิดมาคู่กัน

วันนี้ไปนั่งพูดคุย (ไม่อยากใช้คำว่าซักถามและสัมภาษณ์เพราะมันออกจะทางก๊าน ทางการ)

นั่งคุยกับพี่โปรดิวเซอร์คนหนึ่ง

ที่ทำงานเบื้องหลังมาพักใหญ่มากๆ แล้ว

พี่คนนี้เป็นสายดนตรี

คือ

ไม่ได้เขียนเนื้อเพลงเป็นหลัก

แต่มักแต่งทำนองและเรียบเรียงดนตรี

เอาเป็นว่าตอนนี้กำลังจะมีโปรเจ็คอัลบั้มของพี่เค้าออกมา

เราก็เลยต้องพูดคุยกันเพื่อรู้จักงานเขามากขึ้น

พูดคุยไปหลายเรื่องจนถึงเรื่องเพลงในอัลบั้มใหม่นี้

เราให้พี่เค้าแนะนำเพลงที่ชอบ หรือ เพลงที่อยากให้ฟัง

มีเพลงนึงเป็นเพลงที่พี่เขาแต่งทั้งเนื้อและทำนอง

โดยมีคอนเซ็ปต์ว่า

“คนบางคนเกิดมาให้เรารักแต่ไม่ได้เป็นคู่ของเรา”

พี่เค้าคิดว่าทำไมคนที่เหมือนจะเข้ากันดี เหมาะสมกันทุกอย่าง

แต่สุดท้ายก็ไปกันต่อไม่ได้ เพราะอะไรล่ะ?

ก็เพราะคงเกิดมาแค่นี้..แค่รักกัน แค่ได้รัก หรือ ถูกรัก

สุดท้ายตอนจบของเพลงนี้บอกประมาณว่า

ถ้ามันจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก

ต้องยอมรับความจริง

อย่างน้อยยังดีใจที่ได้รัก ได้รู้จักใครบางคน

น้ำตาแทบร่วง

ไม่ใช่เพราะเสียใจหรือฟูมฟาย

แต่เรากำลังคิดแบบนี้อยู่เหมือนกัน

“อย่างน้อย”

คนบางคนก็เกิดมาให้เรารัก

แม้จะไม่ได้คู่กันก็ตาม

 

March 3, 2008

ตั้งแต่เช้า…

เมื่อเช้าตื่นแต่เช้า แม้จะไม่เช้าตรู่ หรือเช้าทันไก่โห่ แต่ก็จัดว่าเป็นเวลาเช้าสำหรับชีวิตประจำวันของเรา

เมื่อเช้าตื่นแต่เช้า ไม่ใช่การตื่นด้วยเสียงโทรศัพท์ หรือโดนเคาะประตู หรือเพราะฤทธิ์ยา และแน่นอน…ไม่ใช่เพราะเรายังไม่ได้นอน

เมื่อเช้านอนตื่นแต่เช้าเพราะตั้งใจตื่น!

มีสหายท่านหนึ่งแนะนำว่าให้ลองบังคับตัวเองตื่นเช้าๆ ดูบ้าง และควรทำบ่อยๆ เพื่อที่ร่างกายจะได้ปรับเวลานอนใหม่ไม่ดึกจนเกินไป

ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่าแต่มันก็น่าลอง ที่สำคัญการตื่นมากินข้าวเช้ามันดีต่อร่างกายและจิตใจจริงๆ ให้ความรูสึกเหมือนเราเป้นคนปกติที่ต้องกินอาหารครบ 3 มือในหนึ่งวัน แล้วก็ไม่ต้องเร่งอาบน้ำ ไม่ต้องเร่งแต่งตัว แถมยังมีเวลานั่งอ่านหนังสือได้อีกเกือบครึ่งชั่วโมง

จะพยายามทำให้ได้ทุกวัน…

Blog at WordPress.com.