Archive for September, 2008

บนเรือลำหนึ่ง…

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ชีวิตประจำวัน, บางวันเวลา, สนามหลวง, อากาศ, อารมณ์ on September 30, 2008 by mahnakorn

เมื่อวานคุยกับน้องคนนึงที่ทำงานด้วยกัน เป็นน้องที่เราเห็นมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบและผลงานจากฝีมือของน้องยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตอนนี้น้องคนนั้นเรียนจบมาหลายปีแล้ว และผลงานก็เตะตาและถูกเรียกใช้ในหมู่คนที่กว้างขึ้น มากขึ้น ล่าสุดน้องมีแผนที่จะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นอีก ได้ยินแล้วรู้สึกยินดีอย่างแรง

อย่างหนึ่งนอกจากจะดีใจไปด้วยแล้ว เหตุการณ์ล่าสุดที่ได้รับรู้ก็ทำให้เรานั่งนึกถึงตัวเองขึ้นมา ไม่ใช่นั่งก่นด่าหรือน้อยใจในโชคชะตาอะไร แต่เราดันนึกภาพตัวเองนั่งอยู่บนเรือโดยสารลำหนึ่ง ที่เริ่มจากผู้โดยสารกลุ่มเล็กๆ มีเป้าหมายปลายทางเดียวกัน ผู้โดยสารเหล่านั้นก็ลงจากเรือไปทีละคนสองคน ด้วยจุดหลายที่เปลี่ยนไปตามแต่ใจของแต่ละคน

เรานั่งโบกมือให้กับเพื่อนร่วมทางมาตลอดระยะเวลาที่เริ่มขึ้นเรือ,

ในขณะที่เพื่อนร่วมลำหลายคนเลือกที่จะเปลี่ยนเรือ หันเหทิศทางแล่นกระจายกันไปตามสายน้ำที่เชี่ยวบ้าง สงบบ้าง

เราก็ยังนั่งอยู่บนเรือลำเดิม ที่ทำหน้าที่อยู่บนเรือคล้ายๆ เดิม ซึ่งเราไม่บอกว่ามันแย่หรือดี น่าเบื่อหรือสนุก เพียงแค่คิดว่าถ้าวันนึงเราเป็นคนที่หันกลับมามองคนที่นั่งอยู่ในเรือแล้วความรู้สึกมันจะเหมือนหรือต่างกันแบบไหน ยังไง

วันนี้บนเรือลำนี้,

เรายังอยู่ที่เดิม

มักหมาก

Posted in ติดตรึงใจ, ธรรมชาติ, สบายใจ, อากาศ, อารมณ์, เล่าด้วยภาพ, ใครบางคน, ไปไหนต่อไหน on September 29, 2008 by mahnakorn

ดังไม่ใช่ดี

Posted in อารมณ์ on September 29, 2008 by mahnakorn

เมื่อวานเปิดไปดูรายการเกิดมาคุยของวู้ดดี้ แล้วก็รู้สึกอยากจะอาเจียนให้กับความอยากดังของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เขาก็ยอมรับออกมาหน้าชื่นว่า “อยากดัง” แล้วเขาก็ได้พยายามที่จะยกตัวอย่างความอยากดังที่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์โลกออกมา เพื่อให้เราเห็นว่าใครๆ ก็อยากดังทั้งนั้น ความอยากเด่น อยากดังมันไม่ใช่เรื่องที่ผิด

เราเห็นด้วย, แต่เราไม่ชอบคนๆ นี้

ปกติถ้าเราไม่ชอบใครเราก็ไม่อยากเอามาบอกเล่าในบล็อก เพราะมันจะเป็นการทำลายและทำร้ายคนๆ นึงมากเกินไป ไม่ชอบก็เก็บเอาไว้ในใจหรือเล่าให้เพื่อนฟังก็พอ แต่กับคนนี้เราไม่อยากให้เค้าดังต่อไปในเมื่อเขาอยากดังโดยอาศัยความวิบัติ หายนะของคนอื่น โดยอ้างว่าดาราก็เกาะสื่อ สื่อก็เกาะดาราดังทั้งนั้น…คนประเภทนี้

นอกจากจะพูดจาเสียงดังจนทนไม่ไหวแล้ว ความคิดของเขาก็ออกมาเสียงดังจนน่ารังเกียจ จริงอยู่ที่เขาไม่ใช่อาชญากร ไม่ได้ปล้น หรือทำธุรกิจผิดกฎหมาย มันน่าชื่นชมด้วยซ้ำที่เขายังเป็นคนอายุแค่ยี่สิบกว่าๆ แล้วหาเลี้ยงตัวเอง ส่งเสียพ่อแม่ด้วย แต่การที่เขาหากินบนความลำบากใจของดารานี่มัน…เฮ่อ เราอาจจะใช้อารมณ์ไปหน่อย ทนไม่ไหวจริงๆ

อย่าสนับสนุนคนประเภทนี้อีกเลย

old friend and the sea

Posted in ติดตรึงใจ, ทำอะไรต่อมิอะไร, ธรรมชาติ, บางวันเวลา, วันว่าง, สบายใจ, อากาศ, อารมณ์, เรื่องดีดี, ใครบางคน, ไปไหนต่อไหน on September 23, 2008 by mahnakorn

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน

เพื่อนเก่าไต่ตีนดอยมาสัมมนาที่เมืองกรุง แล้วหล่อน (อยากจะใช้สรรพนามว่า ‘มัน’ ก็เกรงว่ากลุ่มคนที่พิทักษ์สิทธิมนุษยชนจะหาว่าแรงไป เพราะเดี๋ยวนี้ขนาดหมา แมว ไก่ กา ยังเรียกว่า ‘เค้า’ แทน ‘มัน’ กันไปซะหมดแล้ว) ก็อยากจะเห็นยอดคลื่น อยากไปจะดมกลิ่นเกลือที่ทะเลดูบ้าง หลังจากที่ใช้ชีวิตแบบมองยอดดอย และดมดินกลิ่นหญ้ามานาน

หล่อนโทรมาสายๆ วันเสาร์ด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่ตื่นเต็มตัว ในขณะคนที่รับสายอย่างเรางัวเงียและยังไม่ตื่นยิ่งกว่าแล้วก็บอกจุดประสงค์ว่า “อีพี่เจี๊ยบไปเกาะล้านกัน” คุยไปคุยมาไม่นานก็ได้ข้อสรุปและเราก็ตอบไปว่า “กลัวซะที่ไหน”

ผ่านไปราว 2 ชั่วโมงกว่า,

เราสองคนก็นอนอยู่บนเตียงผ้าใบบนเรือลำน้อยที่จะมุ่งหน้าสู่หาดตาแหวน เกาะล้าน โดยมีฉากหลังเป็นฟ้าสีสดๆ แดดจัดๆ ลมทะเลแรงๆ และน้ำทะเลใสๆ เจอแบบนี้เข้าไปเลยหลับมันซะเลย หลับที่แปลว่าหลับ หลับสนิทแบบที่ไม่รับรู้สรรพเสียง หรือ สรรพสิ่งใดๆ จนมาสะดุ้งตื่นอีกทีเมื่อเรือมาถึงจุดหมาย

เท้าเหยียบเกาะ,

เลือกหาเตียงผ้าใบ (อีกแล้ว) ในชัยภูมิที่เหมาะเหม็งเพื่อเอนหลังนอนมองฟ้า มองร่ม มองหมา มองเด็ก มองคู่รัก มองแดด มองทราย มองหน้ากันเองบ้าง

ความรู้สึกขี้เกียจมันรุมเร้าซะจนไม่อยากทำอะไรได้แต่ปล่อยให้พระอาทิตย์คล้อยต่ำไปจนถึงเวลากลับฝั่ง

การนั่งอยู่บนดาดฟ้าเรือในเวลาเย็นย่ำที่มีลมทะเลเย็นๆ พัดมาชนตัวซะจนทำให้หนาว มันสดชื่นจนรู้สึกโล่ง สบาย และเป็นอิสระ

การที่เราไม่ได้มาทำอะไรเลยบนเกาะในวันหยุดแบบนี้มันเป็นการพักซะยิ่งกว่าพัก ที่สำคัญการที่ได้มาใช้วันพักกับคนที่เราไม่ต้องดูแล ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องพูด ไม่ต้องถาม ไม่ต้องบอก ไม่ต้องงอน ไม่ต้องโกรธ และไม่ต้องใดๆ ต่อกัน นับเป็นเรื่องที่เบาหัวใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าขากลับจากพัทยามากรุงเทพจะต้องนั่งรถคนเดียวก็ยังมีอุณหภูมิอุ่นๆ ติดอยู่ในซอกใจ…

เอาน่าแม้จะฟังดูเน่าไปบ้าง แต่ชีวิตเราก็ต้องการอะไรแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?

วงจรอุบาทว์

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, บางวันเวลา, อารมณ์, ใครบางคน on September 18, 2008 by mahnakorn

ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก

ซ้ำไป ซ้ำมา

ซ้ำๆ ซากๆ

หมุนเวียนเปลี่ยนวัน แต่วนกลับมาจุดเดิมทุกที

หายไป-ได้มา

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา, หนังสือ on September 12, 2008 by mahnakorn

เมื่อวานเรานอนฟังเสียงฝนบนเตียงทั้งวัน พูดให้ชัดเจนกว่านั้นคือ เราไม่ได้มาทำงาน ขาดงานไปหนึ่งวันด้วยเหตุผลลาป่วยว่า ท้องเสียและปวดหลัง ซึ่งเป็นผลมาจากระยะแดงเดือดของผู้หญิงนั่นเอง

หลังจากเข้าห้องน้ำตั้งแต่เช้าตรู่ไปประมาณ 3-4 ครั้ง เราก็นอนหมดแรง นอนเพลียๆ หายใจเบาๆ ฟังเสียงฝนอยู่บนเตียงอยู่อย่างนั้นแม้ว่าท้องจะว่างจนมีเสียงโครกครากออกมาเป็นระยะๆ แต่ด้วยความอ่อนเปลี้ยเลยขี้เกียจแบกสังขารลงไปหาข้าวปลากิน คงมีเพียงสลัดผัก 2 อย่างเท่านั้นที่ประทังชีวิตอยู่

ประวิงเวลาไปจนถึงประมาณบ่าย 3 โมง คิดว่าร่างกายคงทนไม่ไหว เลยประท้วงด้วยการส่งเสียงดังมากขึ้นและเริ่มมีอาการปวดท้องตามมาด้วย เลยสลัดผ้าห่มแล้วแต่งตัวลงไปหาข้าวกิน (แน่นอนว่าการล้างหน้า แปรงฟัน หรือเรื่องใหญ่อย่างอาบน้ำเราทำไม่ไหว 55) พอเยียวยากระเพาะเสร็จเรียบร้อย เราก็เดินกลับห้อง ระหว่างนั้นเจอคุณป้าแม่บ้านประจำหอที่เราเคยขนเสื้อผ้าไปให้ แล้วอยู่ๆ นึกอะไรขึ้นมาไม่รู้เราบอกให้คุณป้าไปขนนิตยสารในห้องเราเพื่อเอาไปขาย

คุณป้าตามมาขนนิตยสารที่เราเริ่มเก็บเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว จริงๆ ก็ไม่ถึงกับเรียกว่าตั้งใจเก็บอะไรหรอก มันก็เป็นแค่หนังสือที่เราซื้ออ่านเพราะชอบ เลยตามซื้อทุกเล่ม ซึ่งก็มีอยู่หลายหัวเหมือนกัน พอเริ่มเยอะก็เริ่มเสียดายและตัดใจทิ้งไม่ลง และไม่มีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้น แต่เพราะเราต้องย้ายที่อยู่เมื่อ 3-4 เดือนก่อนเลยทำให้เราตระหนักความจริงข้อหนึ่งว่า ยิ่งเราเก็บอะไรไว้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นภาระมากขึ้นเท่านั้น

จริงๆ ถ้าเรามีบ้าน การจะเก็บของไว้เยอะแค่ไหนก็คงไม่เป็นปัญหา แต่การอยู่ห้องเช่ามันทำให้เราเริ่มคิดมากขึ้น คิดเรื่องพื้นที่ คิดเรื่องการขนย้าย และคิด…หลายๆ อย่าง

ใจเราหายไปตอนที่ค่อยๆ ยกกองหนังสือให้คุณป้าแม่บ้าน

มากกองใจก็หายเยอะขึ้นเรื่อยๆ แม้จะพยายามเลือกแล้วว่าจะเก็บอะไรไว้บ้าง แต่ในที่สุดก็ตัดใจยกให้ไปขายเกือบหมด เหลือไม่น่าจะเกิน 20 เล่ม และแม้จะรู้ว่าหนังสือที่เราตั้งใจอ่าน ทะนุถนอมในการเก็บรักษามันจะถูกนำไปชั่งกิโลขายถูกๆ และเหมือนว่าจะเทียบอะไรไม่ได้เลยกับคุณค่าทางจิตใจในฐานะของรัก ของหวง แต่เมื่อคิดดูอีกทางมันอาจสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้บ้าง

อย่างง่ายๆ ก็คือ คุณป้าแม่บ้านคงได้เงินเป็นจำนวนที่พอสมควรที่จะนำไปเลี้ยงลูกหลาน, คนรับซื้อของเก่าก็ได้เงิน ได้หนังสือไปขายต่อให้กับโรงงาน ซึ่งโรงงานคงจะนำไปรีไซเคิลเพื่อผลิตกระดาษออกมาอีกที ฟังดูแล้วเหมือนปล่อยให้หนังสือเป็นอิสระด้วยการไปผุดไปเกิดใหม่นั่นเอง

เหตุการณ์ใจหายไปหลายกิโลฯ เมื่อวานทำให้เรานึกถึงคำพูดของพ่อหลายเดือนก่อน ตอนที่เราบ่นให้ฟังว่าเหนื่อยมากตอนย้ายห้องเพราะหนังสือมันเยอะ หนักไปหมด พ่อก็ถามว่าอ่านหมดแล้วทุกเล่มใช่มั้ย? แล้วทำไมไม่เอาไปบริจาคให้คนอื่นได้อ่านล่ะ?

ตอนนั้นเราตอบพ่อไปว่าเสียดาย ทำใจไม่ได้

แต่หลังจากเมื่อวานเราว่ามันก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่ เพราะถึงเล่มหนังสือจะหายไปแล้ว แต่อย่างน้อยเราก็เคยได้อ่าน เคยสัมผัส และใช้ประโยชน์จากมันคุ้มค่าแล้ว และแม้ว่าต่อไปเราจะไม่ได้เปิดผ่านมันอีกแต่เราก็ยังนึกภาพ นึกตัวหนังสือออกอยู่ดี แม้มันจะเลือนลางไปในวันหนึ่งวันใดข้างหน้า แต่มันไม่มีทางที่จะจางหายสนิทแน่นอน

From me to you

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ติดตรึงใจ, บางวันเวลา, อารมณ์, เล่าด้วยภาพ, ใครบางคน on September 3, 2008 by mahnakorn

กันยายน 2551

หันหลังกลับไปมองอีกที เส้นทางที่เราเคยผ่านมันก็ลากไกลมาเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าระยะเวลาที่เดินข้างมากับหลักระยะทางจะนับนิ้วแล้วได้เลขเท่ากับ 4 ปีแล้ว

ในแต่ละวันของแต่ละเดือนของแต่ละปี,

มันมีเรื่องราวเกิดขึ้น เมื่อรวมกันแล้วเกิดเป็นความทรงจำที่มากมาย เป็นก้อนทรงจำที่มีขนาดใหญ่โตไม่ใช่เล่น…ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าขนาดมันจะใหญ่ได้อีกหรือเปล่า เพระเรายังมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง

และตัวเลขอะไรก็อาจจะไม่สำคัญเท่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น

ความเสียใจ/ความน้อยใจ/ความอึดอัดใจ/ความโกรธเกรี้ยว/ความดีใจ/ความเข้าใจ/ความไม่เข้าใจ/ความเห็นใจ/ความห่วงใย และอีกมากมาย

ขอบคุณมันทั้งหมดทั้งปวง

สุดสัปดาห์หนัง

Posted in ชีวิตประจำวัน, ดูหนัง, ติดตรึงใจ, ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา, วันว่าง, สบายใจ, เรื่องดีดี, ใครบางคน, ไปไหนต่อไหน on September 1, 2008 by mahnakorn

ถ้าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเป็นวันหยุดสำหรับการออกกำลังกาย (ที่ปวดเนื้อตัวมากๆ) สัปดาห์นี้เราก็ขอเรียกว่ามันเป็น ‘สัปดาห์แห่งการดูหนัง’ ก็แล้วกัน เพราะเมื่อรวมจำนวนหนังแผ่นและหนังโรงเข้าด้วยกันจะได้จำนวนถึง 5 เรื่องด้วยกัน

หนังแผ่น 4 เรื่อง :

1. The Departed-อยากรู้ว่าหนังออสการ์เรื่องนี้ที่รีเมกจาก Infernal Affairs ของฮ่องกงไปนั้นมีดีอะไรเลยตัดสินใจเช่ามาดู เอิ่ม…คือ…เราเผลอหลับไปด้วยนิดหน่อย แล้วก็อดเปรียบเทียบและนึกถึงต้นฉบับไปด้วยไม่ได้ สรุปก็คือ เราชอบของเดิมแบบไม่ยอมเปลี่ยนใจ แต่ถ้ามองให้ยุติธรรมของฮอลลีวู้ดก็บทดีทีเดียว ถ้าไม่มองว่ามันเป็นหนังเก่าที่เอามาเล่าใหม่ แต่ส่วนที่ทำให้ไม่ชอบความเป็นตะวันตก คือ คนดูขาดความผูกพันกับตัวละคร แม้จะตายไปเราก็ไม่รู้สึกว่าสะเทือนใจเท่ากับที่ของดั้งเดิมทำไว้ ไม่เกี่ยวกับว่าเรารู้เรื่องแล้วนะ เราว่ามันเกี่ยวกับความละเอียดอ่อนนะ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน…อยากรู้ก็ขอให้เช่ามาดู

 

2. ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2-เป็นหนังที่ยังไม่เคยเข้าไปดูจอใหญ่ๆ ในโรงเลย ตั้งแต่ภาคหนึ่งเป็นต้นมา เพราะรอบหนังมันไม่พอดีกับเวลาว่างที่จะไปดู จนสุดท้ายออกไปจากโรงแม้จะฉายอยู่นานแค่ไหนก็ตาม พอดีว่าช่วงวันแม่ที่กลับบ้านทาง UBC เอาภาคแรกมาฉายเลยกระตุ้นต่อมอยากดูต่อ พอไปเลือกหนังที่ร้านเช่า เลยหยิบเรื่องนี้มาด้วย ดูแล้วก็สนุกเพลิดเพลินเพราะทำให้ต้องมานั่งนึกประวัติศาสตร์ดี เราชอบ แต่ที่เราว่ามันเยอะเกินไปหน่อยก็คือ ความรักของคู่แม่นางเลอขิ่นและพระราชมนู ที่ตอนแรกก็ยิ้มๆ ลุ้นๆ หลังๆ เริ่มรู้สึกว่าโดดเด่นมาก มากไปจริงๆ

 

3. Zodiac-เป็นหนังสืบสวน สอบสวนอะไรทำนองนี้ที่ได้ยินชื่อเสียงว่าน่าดูมานานแล้ว เคยได้ดูหนังตัวอย่างด้วยน่าสนุกดีทีเดียว แต่พอดูแล้วก็ผิดหวังเล็กน้อย น่าเบื่อกว่าที่คิด แต่ก็ลึกดี มีแอบงีบบ้างนิดหน่อย

 

4. กอด-เป็นหนังที่เราเข้าใจแล้วว่าทำไมมันไม่ทำเงิน แต่ไม่ใช่หนังที่เราจะจัดเข้าไปในประเภทหนังห่วยหรือหนังแย่นะ ใจกลางของหนังน่าสนใจทีเดียวแต่การนำเสนอยังมีหลายๆ อย่างที่เราว่าไม่ลงตัว ดูแล้วไม่ชอบเท่าไหร่ ถ้าใครเคยดูเรื่องสยิวของผู้กำกับคนเดียวกันนี้มาแล้ว เราว่ามันคล้ายกันตรงที่ตัวละครหลักอยู่วนอยู่กับความหลงทาง หาตัวตนไม่เจออะไรแบบนี้…อืม และถ้าใครคิดว่าอยากดูนมกระแตก็ดูได้นะแต่มันไม่ได้โป๊ และไม่ใช่จุดขายบอกเอาไว้ก่อนเลย

 

หนังโรง 1 เรื่อง คือ Made of Honor

เป็นหนังที่ไม่ได้ตั้งใจจะไปดูเลย แต่ก็เลือกดูเพราะเวลามันได้พอดี และที่จำเป็นต้องดูนอกจากมีเวลามาบังคับแล้ว ยังมีเรื่องวันและราคาของหนังมากำหนดให้เราเลือกด้วย…สรุปคือ เราไปดูหนังฟรีที่โรง Nokia Ultra Screen มา ได้บัตรสมนาคุณมาจากเจ๊เปิ้ล (ขอบคุณจากใจมา ณ ที่นี้อีกครั้ง) และมันกำลังจะหมดอายุในวันที่ 31 สิงหาคม นั่นคือ เมื่อวานนี้นี่เอง

โรงที่ไปดูเพิ่งรู้ว่ามันไฮโซ แบบว่าทั้งโรงมีแค่ไม่กี่ที่นั่ง แบ่งเป็นคอกๆ ให้นั่งกัน 2 คน เบาะก็ปรับนอนหงาย เหยียดขาตึงได้ มีหมอน มีผ้าห่ม แถมมีพนักงานเดินนอบน้อมค้อมตัวมาส่งถึงที่ด้วย…โอ้ว เป็นบุญของตัว

หนังเรื่องนี้สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ My Best Friend’s Wedding ภาคผู้ชายนั่นเอง แต่ความจับใจหรือความประทับใจยังไม่เทียบเท่า ก็ขำๆ หนุกๆ ดูได้เพลินๆ แต่รอดูวีซีดีก็ได้นะจ๊ะ

 

วันนี้ขอจบการรายงานกิจกรรมประจำวันหยุดสุดสัปดาห์ไว้เพียงเท่านี้