เมื่อวานเรานอนฟังเสียงฝนบนเตียงทั้งวัน พูดให้ชัดเจนกว่านั้นคือ เราไม่ได้มาทำงาน ขาดงานไปหนึ่งวันด้วยเหตุผลลาป่วยว่า ท้องเสียและปวดหลัง ซึ่งเป็นผลมาจากระยะแดงเดือดของผู้หญิงนั่นเอง
หลังจากเข้าห้องน้ำตั้งแต่เช้าตรู่ไปประมาณ 3-4 ครั้ง เราก็นอนหมดแรง นอนเพลียๆ หายใจเบาๆ ฟังเสียงฝนอยู่บนเตียงอยู่อย่างนั้นแม้ว่าท้องจะว่างจนมีเสียงโครกครากออกมาเป็นระยะๆ แต่ด้วยความอ่อนเปลี้ยเลยขี้เกียจแบกสังขารลงไปหาข้าวปลากิน คงมีเพียงสลัดผัก 2 อย่างเท่านั้นที่ประทังชีวิตอยู่
ประวิงเวลาไปจนถึงประมาณบ่าย 3 โมง คิดว่าร่างกายคงทนไม่ไหว เลยประท้วงด้วยการส่งเสียงดังมากขึ้นและเริ่มมีอาการปวดท้องตามมาด้วย เลยสลัดผ้าห่มแล้วแต่งตัวลงไปหาข้าวกิน (แน่นอนว่าการล้างหน้า แปรงฟัน หรือเรื่องใหญ่อย่างอาบน้ำเราทำไม่ไหว 55) พอเยียวยากระเพาะเสร็จเรียบร้อย เราก็เดินกลับห้อง ระหว่างนั้นเจอคุณป้าแม่บ้านประจำหอที่เราเคยขนเสื้อผ้าไปให้ แล้วอยู่ๆ นึกอะไรขึ้นมาไม่รู้เราบอกให้คุณป้าไปขนนิตยสารในห้องเราเพื่อเอาไปขาย
คุณป้าตามมาขนนิตยสารที่เราเริ่มเก็บเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว จริงๆ ก็ไม่ถึงกับเรียกว่าตั้งใจเก็บอะไรหรอก มันก็เป็นแค่หนังสือที่เราซื้ออ่านเพราะชอบ เลยตามซื้อทุกเล่ม ซึ่งก็มีอยู่หลายหัวเหมือนกัน พอเริ่มเยอะก็เริ่มเสียดายและตัดใจทิ้งไม่ลง และไม่มีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้น แต่เพราะเราต้องย้ายที่อยู่เมื่อ 3-4 เดือนก่อนเลยทำให้เราตระหนักความจริงข้อหนึ่งว่า ยิ่งเราเก็บอะไรไว้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นภาระมากขึ้นเท่านั้น
จริงๆ ถ้าเรามีบ้าน การจะเก็บของไว้เยอะแค่ไหนก็คงไม่เป็นปัญหา แต่การอยู่ห้องเช่ามันทำให้เราเริ่มคิดมากขึ้น คิดเรื่องพื้นที่ คิดเรื่องการขนย้าย และคิด…หลายๆ อย่าง
ใจเราหายไปตอนที่ค่อยๆ ยกกองหนังสือให้คุณป้าแม่บ้าน
มากกองใจก็หายเยอะขึ้นเรื่อยๆ แม้จะพยายามเลือกแล้วว่าจะเก็บอะไรไว้บ้าง แต่ในที่สุดก็ตัดใจยกให้ไปขายเกือบหมด เหลือไม่น่าจะเกิน 20 เล่ม และแม้จะรู้ว่าหนังสือที่เราตั้งใจอ่าน ทะนุถนอมในการเก็บรักษามันจะถูกนำไปชั่งกิโลขายถูกๆ และเหมือนว่าจะเทียบอะไรไม่ได้เลยกับคุณค่าทางจิตใจในฐานะของรัก ของหวง แต่เมื่อคิดดูอีกทางมันอาจสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้บ้าง
อย่างง่ายๆ ก็คือ คุณป้าแม่บ้านคงได้เงินเป็นจำนวนที่พอสมควรที่จะนำไปเลี้ยงลูกหลาน, คนรับซื้อของเก่าก็ได้เงิน ได้หนังสือไปขายต่อให้กับโรงงาน ซึ่งโรงงานคงจะนำไปรีไซเคิลเพื่อผลิตกระดาษออกมาอีกที ฟังดูแล้วเหมือนปล่อยให้หนังสือเป็นอิสระด้วยการไปผุดไปเกิดใหม่นั่นเอง
เหตุการณ์ใจหายไปหลายกิโลฯ เมื่อวานทำให้เรานึกถึงคำพูดของพ่อหลายเดือนก่อน ตอนที่เราบ่นให้ฟังว่าเหนื่อยมากตอนย้ายห้องเพราะหนังสือมันเยอะ หนักไปหมด พ่อก็ถามว่าอ่านหมดแล้วทุกเล่มใช่มั้ย? แล้วทำไมไม่เอาไปบริจาคให้คนอื่นได้อ่านล่ะ?
ตอนนั้นเราตอบพ่อไปว่าเสียดาย ทำใจไม่ได้
แต่หลังจากเมื่อวานเราว่ามันก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่ เพราะถึงเล่มหนังสือจะหายไปแล้ว แต่อย่างน้อยเราก็เคยได้อ่าน เคยสัมผัส และใช้ประโยชน์จากมันคุ้มค่าแล้ว และแม้ว่าต่อไปเราจะไม่ได้เปิดผ่านมันอีกแต่เราก็ยังนึกภาพ นึกตัวหนังสือออกอยู่ดี แม้มันจะเลือนลางไปในวันหนึ่งวันใดข้างหน้า แต่มันไม่มีทางที่จะจางหายสนิทแน่นอน