Archive for November, 2008

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ชีวิตประจำวัน, ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา, อากาศ, อารมณ์, ใครบางคน, ไร้สติ on November 28, 2008 by mahnakorn

ไข้กินซะแล้ว

สัปดาห์นี้สุขภาพกายไม่มั่นคงสักเท่าไหร่ เลยหยุดไปซะ 2 วัน เมื่อวานนอนซมเพราะฤทธิ์ไข้อยู่ที่ห้อง ทั้งไอ ทั้งน้ำมูกไหล ตัวก็ร้อนๆ รุมๆ ตลอดเวลา เราเลยไม่ได้อาบน้ำ 1 วัน 1 คืน เพราะอยากคงความอบอุ่นให่แก่ร่างกาย

จากการเจ็บไข้

ทำให้รู้ว่าคนป่วยกายไม่ควรอยู่ลำพัง ไม่งั้นจะลามไปถึงการป่วยใจได้ง่ายๆ อารมณ์จะอ่อนไหวมากกว่าปกติ 1 เท่า และการช่วยเหลือดูแลตัวเองจะลดต่ำลง 1 เท่า อยากกินข้าวก็ต้องประคองตัวเองไปหาข้าวกินด้วยอาการวิงเวียน และเพลียรุนแรง

แต่ถ้าหาใครมาดูแลไม่ได้ ก็ต้องดูแลร่างกายไม่ให้เจ็บป่วยบ่อย

คงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ห้องพยาบาล

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา, อากาศ, อารมณ์, ใครบางคน on November 26, 2008 by mahnakorn

‘ห้องพยาบาล’ ดูจะผูกพัน ใกล้ชิด สนิทสนมกับเราที่สุดก็คงเป็นช่วงที่ยังเป็นนักเรียนอยู่ โดยเฉพาะตอนชั้นประถมฯ คิดว่าคนอื่นๆ ก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน อาจเป็นเพราะตอนเป็นเด็กเราไม่รู้วิธีที่จะดูแลรักษาอาการบาดเจ็บเบื้องต้นด้วยตัวเอง หรือยังไม่สามารถรับมือกับความเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้ ดังนั้นการมี ‘ห้องพยาบาล’ ในโรงเรียนจึงเป็นการแสดงออกถึงการเอาใจใส่วัยเราด้วยอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าบางโรงเรียนจะมีไว้งั้นๆ ตามกฎของกระทรวงก็เหอะ

ตอนเด็กเราขี้โรคมาก นอกจากจะเข้าโรงพยาบาลบ่อยเกินเหตุแล้ว ยังมีเรื่องให้ต้องวิ่งไปหาครูพยาบาลอยู่บ่อยๆ บางทีก็ไปขอยา บางเวลาก็ขอให้ทำแผลให้ หรือบางครั้งก็นอนหลับยาวจนกว่าจะถึงเวลาเลิกเรียนไปซะเลย โดยเฉพาะอย่างหลังมันเป็นความรู้สึกอบอุ่นใจแบบประหลาดๆ

ใครเป็นเหมือนกันมั้ยที่รู้สึกปลอดภัยเวลาที่มาถึงห้องพยาบาล และยิ่งถ้าได้นอนบนเตียงสีขาวๆ มองม่านสีขาวๆ โปร่งๆ แล้วก็เคลิ้มหลับไปโดยไม่รู้ตัว ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ดูเหมือนว่าอาการเจ็บป่วยนั้นจะหายไปซะเฉยๆ

พอโตขึ้นมาระดับมัธยมแล้วเรากับ ‘ห้องพยาบาล’ ก็ดูจะเดินคนละเส้นทางไปซะแล้ว เวลาเกิดอาการป่วยไข้เล็กๆ น้อยๆ เราก็ไม่อยากไปห้องพยาบาล เราอยากอยู่กับเพื่อนตลอดเวลา และอีกเหตุผลหนึ่งคือ เราเชื่อว่าเดี๋ยวก็หาย ซึ่งความห่างเหินมันทิ้งระยะเวลามาเรื่อยจนเรียนจบ และเข้าทำงาน

จนล่าสุดเกือบ 4 ปีที่ได้มาทำงานที่ตึกแกรมมี่ เราเข้าห้องพยาบาลออกจะบ่อย เพราะมีหมอ มีพยาบาลจริงๆ คอยไถ่ถามและจ่ายยาให้ (โดยที่เราไม่ต้องเสียตังค์) แม้จะยังไม่เคยลองนอนหนุนหมอนของห้องพยาบาลที่นี่แต่เราคิดว่าความรู้สึกคงไม่ต่างไปจากช่วงประถมฯ แน่ๆ เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็ขอแวะไปขอยามาสักหน่อย จะเรียกว่าตอนนี้กลับไปเป็นเด็กประถมฯ อีกทีก็ยังได้

วันนี้ได้ยาแก้ไอ ละลายเสมหะ, ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก และยาอมแก้เจ็บคอมา มีตุนอยู่ในกระเป๋าก็อุ่นใจแล้ว อากาศเปลี่ยนใจไปมา กระทันหันเสียจนเราเสียสูญ ดูแลเอาใจตัวเองแทบไม่ทัน รู้ตัวอีกทีก็เข้าขั้นป่วยไข้ไปซะแล้ว

ป่วยกายยังวิ่งไปห้องพยาบาลให้คนใจดีแถวนั้นจัดหยูกยาให้ แล้วถ้าวันไหนใจป่วยขึ้นมาใครจะดูแล?

คาดว่าทั้งโรงพยาบาลก็เอาไม่อยู่ ฉะนั้นก็ดูแลหัวใจกันต่อไปด้วยตัวเองเรานี่แหล่ะ

brother_sister

คลื่นลมรอนรอนและแรง

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ติดตรึงใจ, ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา, วันว่าง, สบายใจ, อากาศ, อารมณ์, เรื่องดีดี, ใครบางคน, ไปไหนต่อไหน on November 25, 2008 by mahnakorn

เมื่อวันเสาร์ไปพัทยามา,

ตั้งใจกับเพื่อนๆ ว่าจะไปหาดตาแหวน เกาะล้าน แต่วันนั้นเรือวิ่งน้อยเพราะคลื่นลมแรง แปลกใจจังทั้งๆ ที่คราวที่แล้วไปกับมิ้มมาหมาดๆ อากาศกำลังเย็นสบาย

“แต่โลกคือการเปลี่ยนแปลง เมื่อท้องทะเลเปลี่ยนไป”

และเพราะไม่มีเรือวิ่งมากนัก พวกเราเลยเหมาเรือออกไป คนเรือบอกว่าจะพาไปหาดแสมซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของหาดตาแหวน พวกเราไม่อยากไปเพราะไม่รูว่าหน้าตาเป็นยังไง สุดท้ายของสุดท้ายพวกเราก็ย้ายก้นมานอนๆ นั่งๆ กันที่หาดทองหลางที่อยู่ติดกับหาดตาแหวน

ความสงบต่างกันลิบ

ความเจริญต่างกันลับ

แต่ที่นั่นกลับเป็นทางเลือกที่ดี ต้องขอบใจคลื่นและลมที่พร้อมใจกันปล่อยพลังความแรง ทำให้ไม่มีใครมากนักบนเกาะนั่น จะว่าเป็นหาดส่วนตัวของพวกเราก็ได้

แต่ความสนุกทั้งมวลมันคงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราไปที่ไหน มันอยู่ที่เราได้ไปกับใคร

mim

และไม่ว่าวันนั้นคลื่นลม ฤทธิ์แดดจะแรงแค่ไหนเราก็ยังยิ้มได้ แม้บางคนจะยิ้มทั้งคราบน้ำตา หรือในหัวใจของเราจะไม่ยิ้มอย่างเต็มที่ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นจะไม่เรียกมันว่าความสุขก็กระไรอยู่…

ลายมือ

Posted in ชีวิตประจำวัน, ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา, สบายใจ, อากาศ on November 18, 2008 by mahnakorn

เราไม่ได้เขียนบันทึกลงสมุดมานาน…น่าจะเกือบๆ ปีแล้ว

ถ้าให้นับเอาจริงๆ จังๆ ก็คงตั้งแต่เริ่มมลงหลักปักเขียนเรื่องออนไลน์ให้คนอื่นร่วมอ่านด้วยนี่แหล่ะ และถ้าจะให้จริงจังกว่านั้นเราหยุดเขียนบันทึกด้วยการเขียนด้วย (น้ำ) มือตัวเองตั้งแต่กุมภาพันธ์, เดือนที่เราเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบใหม่กับใครบางคน เดาเอาว่าเหตุผลคือ เรามีชีวิตที่ค่อนข้างปกติสุข เลยไม่มีเรื่องจะไประบายให้หน้าว่างๆ ของกระดาษได้รับรู้อีกแล้ว

พูดให้ตรงกว่านั้น คือ เรามักไม่ค่อยเล่าเรื่องดีๆ ลงสมุดสักเท่าไหร่

ใครบางคนเคยบอกเราว่ายิ่งเราเขียนเยอะเท่าไหร่ มันแปลว่าเรามีเรื่องทุกข์ใจ หรือความอึดอัดคับข้องเยอะมากเท่านั้น แรกๆ เราก็ไม่เชื่อ ตอนหลังๆ มาเริ่มคิดว่าจริง แต่ตอนนี้คิดว่ามันก็ไม่ใช่อย่างซะทีเดียว เพราะช่วงนี้เราคันมืออยากจะเขียนบันทึกและนึกถึงและอยากอ่านลายมือตัวเองด้วยเรื่องอะไรดีๆ กับเค้าบ้างแล้ว

ถ้าให้ถามใจตัวเองว่าตอนนี้มีเรื่องทุกข์ใจอะไรมั้ย?

เราคิดว่ามันคงมี, แต่เรื่องดีดีก็เกิดขึ้นบ้างเหมือนกัน

การอยากจะกลับมาเขียนบันทึกอีกครั้ง จึงไม่ใช่เหตุผลของความทุกข์ตรม แต่มันดูจะเป็นลางดีที่เราอยากจะบันทึกเรื่องดี เรื่องแปลก เรื่องประทับใจอะไรบ้าง เป็นเหตุผลที่อยากเห็นสมุดบันทึกในเวอร์ชั่นสดๆ ใสๆ ดูบ้าง หลังจากที่เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาไปรื้อกองสมุดบันทึกเล่มเก่าๆ มาเปิดๆ ดูแล้วก็ไม่อยากอ่านซะอย่างนั้น, เพราะมันหม่นไป

ตอนนี้อยากประทับช่วงเวลาที่ใจเราอยากจะบันทึกด้วยลายมือ ซึ่งคิดว่าพื้นที่ตรงนี้มันไม่เพียงพอ เพราะเรื่องบางเรื่องเรายังอยากให้ตัวเองเขียนเอง อ่านเอง เก็บเองอยู่

แต่ก่อนที่จะลงมือเขียนต้องไปหาวมุดมาก่อนซินะ

จะเริ่มใหม่ก็ไม่อยากใช้เล่มเดิม, มันค้างคาเกินไป

แค่ความจำหาย

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ทำอะไรต่อมิอะไร, วันว่าง, หนังสือ on November 17, 2008 by mahnakorn

เมื่อวานนอนๆ นั่งๆ อ่านหนังสือแปลเรื่อง ‘ยังจำได้ไหม’ (แปลจากต้นฉบับเรื่อง Remember Me? ของโซฟี คินเซลลา…ใช้แล้ว! คนเขียนเดียวกับเรื่องคำสารภาพของสาวนักช้อปนั่นแหล่ะ และก็ยังแปลโดยพลอย จริยะเวชเช่นเดิม) ซะรวดเดียวจบ เพราะชอบเนื้อเรื่องตลกๆ ที่เกียวกับผู้หญิงธรรมดาในทำนอง ‘Loser’ ประเภทที่ว่าการไม่รุ่ง หน้าตาเฟ่ยๆ ยิ่งความรักก็ล่ม อะไรแบบนี้

‘ยังจำได้ไหม’ ตั้งคำถามให้เราขบคิดถึงตัวตนที่แท้จริงของเรา

มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันนึงเราประสบอุบัติเหตุแล้วความทรงจำบางส่วน บางช่วงเวลามันหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น ชีวิตเราจะเป็นยังไง แล้วเราจะจัดการดึงวันเวลาที่สูญหายไปกลับมาได้ยังไง

อ่านเรื่องนี้จบแล้วรู้เลยว่าเราจะเป็นเราในวันที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรา (งงมั้ย?)

เวลาที่ตัวตนของเรากำลังจะโดนกลืน ตัวเราจะเป็นคนประท้วงมันขึ้นมาเองด้วยวิธีการต่างๆ โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก มาเตือน ซึ่งเราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าเรากำลังไม่เป็นตัวของตัวเอง?

‘ความสุข’ คือ คำตอบของข้อสงสัยข้างต้น

ในวันที่เรารู้สึกไม่มีความสุขกับสิ่งที่เราเป็น วันนั้นตัวเราจะพยายามกลับมายืนที่เดิม ไม่ว่า ณ เวลานั้นเราจะกลายเป็นคนสวย มีตำแหน่งการงานเลอเลิศ หรือมีสามีที่หล่อและเพอร์เฟ็กแค่ไหนก็ตาม ถ้ามันไม่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ และไม่ใช่ตัวเราจริงๆ วันนึงเราก็ต้องเดินจากมันไปในที่สุด

เราอาจโดนคนถามและไม่เข้าใจกับบางทางเลือก เช่น ทำไมลูกชายบ้านนั้นถึงเลือกเรียนศิลปะทั้งที่รู้ว่าจบมาแล้วอาจต้องเตะฝุ่น หรือ ทำไมผู้หญิงสวยๆ บางคนถึงเลือกแต่งงานกับผู้ชายธรรมดา นั่นเพราะเค้าได้อยู่กับสิ่งที่เค้ารัก เค้าชอบ เค้ารู้สึกอะไรบางอย่างกับมัน ซึ่งความชอบเป็นความรู้สึกลึกๆ ที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่เหตุหรือผล ซึ่งต่อให้ความทรงจำเราตกหล่นสูญหาย แต่ตัวตนเราไม่ได้ตายไปด้วยนะ

เหมือนกับหนังเรื่อง ‘Eternal Sunshine of The Spotless Mind’ ที่ต่อให้ลบความทรงจำสักกี่ครั้ง เราก็ต้องกลับมาหลงรักคนเดิมอยู่ร่ำไป

เวลาเดิน

Posted in กิจกรรมยามค่ำคืน, คิดอะไรไปเรื่อย, ชีวิตประจำวัน, ทำอะไรต่อมิอะไร, ธรรมชาติ, บางวันเวลา, สบายใจ, อากาศ, อารมณ์ on November 12, 2008 by mahnakorn

ช่วงที่เราชอบมากที่สุดในรอบหนึ่งปีมาแล้ว

เราชอบบรรยากาศของลมหนาวที่นานๆ จะมาให้เราได้รู้สึกสักครั้ง

แม้ว่าลมหนาวจะมาพร้อมลมเหงา แต่มันก็พัดเอาความคึกคักมาพร้อมๆ กันด้วย

อย่างน้อย, ถึงใจเราจะไม่คึก แต่คนรอบๆ ข้างต่างก็ทำให้บรรยากาศมันน่าสนุกมากกว่าจะเศร้า

อากาศดีๆ แบบนี้เหมาะกับการเดินที่สุด

การได้เดินช้าๆ ในตอนเย็นๆ ค่ำๆ ทำให้ขนแขนลุกซู่กรูเกรียว

เป็นการเดินที่ทำให้เรานึกถึงแต่เรื่องการเดิน เดิน เดิน อย่างช้าช้า

จะว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งคงไม่ใช่ น่าจะเป็นความสบายใจซะมากกว่า

ให้ความรู้สึกเดียวกับเวลาที่เรามีเรื่องต้องคิดเราจะขัดล้างห้องน้ำ

คล้ายกับเป็นการขัดล้างชำระเรื่องหม่นๆ ในจิตใจ,

การเดินในช่วงเวลาที่ลมเหนือพาอากาศสบายๆ มาให้แบบนี้

มันก็เป็นอะไรแบบนั้น

winter

ของขวัญ

Posted in ชีวิตประจำวัน, ติดตรึงใจ, ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา, สบายใจ, อารมณ์, อาหาร, เรื่องดีดี on November 4, 2008 by mahnakorn

Turning Thirty!

วันเกิดปีนี้นอนอยู่บ้านไม่ได้ออกไปไหน มีไปกินข้าวนอกบ้านบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในอาณาบริเวณ ‘แถวบ้าน’ ไม่ถึงกับไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ไม่มีเค้กให้เป่า แต่มีของขวัญพิเศษจากหลายๆ คนในหลายๆ รูปแบบ บ้างก็เป็น SMS บ้างก็เป็นข้อความใน Hi5 บ้างก็ส่งเสียงมาตามสาย บ้างก็เขียนโปสการ์ดหรือการ์ดมา แต่ไม่ว่าคำอวยพรและกำลังใจสำหรับคนวัย 30 (ที่เพิ่งอกหักหมาดๆ) จะมาในรูปแบบหรือวิธีไหนก็ตาม…มันมีค่า และถือเป็นของขวัญที่มีค่าต่อจิตใจเราอย่างมากแล้ว

มีของขวัญอยู่ชิ้นนึงที่เราได้รับมาแล้วถูกใจมากๆ คือ ที่คั้นน้ำส้ม

จริงๆ มันเป็นเครื่องบีบคั้นแบบออกแรงเองทั้งหมด วัสดุก็ไม่ได้เลอเลิศ ไฮโซเหนืออื่นใด แต่ที่เราชอบเพราะเราได้ทำมันเองนี่แหล่ะ เราซื้อน้ำส้มกล่องมากินได้พักใหญ่ๆ แล้ว (ก็ตั้งแต่ซื้อตู้เย็นมานั่นแหล่ะ) มีคนทักว่าคุณค่าทางโภชนาการมันไม่เหลือหลอ ทำไมไม่ลองซื้อส้มมาคั้นเองดูล่ะ เราเลยเปรยๆ ว่าถ้าได้มาก็ดีนะ แล้วในที่สุดเราก็ได้มา

juice

orange-juice

^

^

วันเสาร์เห่อของใหม่เลยซื้อส้มสายบางมดฉ่ำๆมาทดลอง

แม้จะต้องเปลืองส้ม และเปลืองแรงกว่าจะได้มากินสัก 1 แก้ว

แต่พอได้ดื่มเลยสดๆ เย็นๆ ก็ชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก

ตอนนี้เลยคั้นกินเองทุกเช้า งดการซื้อน้ำส้มกล่องไปโดยทันที

และขออวดอีกหน่อยว่า นอกจากจะได้ไอ้เจ้าเครื่องมาคั้นน้ำส้มนี่แล้ว เรายังได้เครืองปิ้งขนมปังมาด้วย ได้ทดลองทำแล้ว แต่คิดว่าคงไม่ทำทุกเช้าเหมือนน้ำส้ม เพราะเปลืองไฟ (55) และ มีเวลาไม่พอ (ไม่งั้นต้องตื่นเช้ากว่าเดิมอีกมากๆ) คิดๆ เอาว่าอาจจะยกมาไว้ที่ออฟฟิศจะได้จัดปาร์ตี้ขนมปังปิ้งในรอบบ่ายซะเลย

ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากบริจาคส้มหรือขนมปัง (โฮลวีท) อิชั้นก็ยินดีนักหนา