Archive for May, 2009

ราคาโปรโมชั่น

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ชีวิตประจำวัน, บั่นทอนจิตใจ, อารมณ์ on May 25, 2009 by mahnakorn

วันนี้พี่ที่ออฟฟิศเดินมาชักชวนสมาชิกในสนามหลวงว่ามีโปรโมชั่นเครื่องดื่มครึ่งราคาของแฟรนไชน์กาแฟยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง (สมมติว่าชื่อ ‘Starfuck’ ก็แล้วกัน) ใครสนใจจะไปกินกันบ้างมั้ย

โปรโมชั่นนี้มาได้ยังไง?

นั่นก็คือ ถ้าไปซื้อเครื่องดื่มช่วงเช้าและเก็บบิลเอาไว้ ถ้ามาซื้อตอนบ่ายจะซื้อได้ครึ่งราคา โดยมีโควต้า 1 บิล ได้ 5 แก้ว

ได้ยินดังนั้นพวกเราก็เฮลงไปชั้นล่างตึกทันที แม้เราจะแอบเคืองๆ ว่าขนาดลดราคากันครึ่งต่อครึ่งก็ยังเกือบร้อย แต่เอาก็เอาเพราะไม่ได้เสียเงินให้ที่นี่บ่อยๆ ซึ่งคิดว่าเป็นโชคดีของเราที่เสือกไม่กินกาแฟ (แพง!)

ไปถึงที่เค้าท์เตอร์ก็เจอกับพนักงานหน้าส้นเท้าที่นอกจากจะดุเราเหมือนหมูเหมือนหมาแล้ว ยังใช้คำพูดที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นเด็กกะโหลกกะลาที่เดินมาขอกินฟรี แต่ตอนนั้นเราอารมณ์ค่อนข้างดี และคิดว่าเอาน่าเค้าอาจจะเหนื่อย เพราะคนคงมาใช้โปรโมชั่นนี้กันเยอะไปหน่อย

แต่พอมานั่งนิ่งๆ แล้วคิดดีๆ แล้ว,

เฮ้ยมันไม่ใช่

เราไม่ได้มาขโมยถึงจะได้ดุเราอย่างนั้น

เราไม่ได้ไปวีนเค้าก่อนเค้าถึงจะได้มาตีนใส่เรา

กรณีนี้เลยทำให้เราย้อนนึกไปหลายๆ ครั้งที่เราต้องโดน ‘คนไทย’ ด้วยกันเหยียดหยามเพราะเพียงแค่คำว่า

“โปรโมชั่น”

“ลดราคา”

“ของถูก”

ถ้าไม่อยากให้บริการก็ไม่ต้องมีโปรโมชั่นแบบนี้ซะดีมั้ย

ทำไมต้องมาดูถูกดูแคลนลูกค้าด้วย, เค้าเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนให้พวกคุณไม่ใช่เหรอ แม้ว่าเงินมันจะไม่ใช่จำนวนมากมาย แต่ถ้าไม่อยากได้เงินกระจอกๆ ของเราทีหลังก็ไม่ต้องมีไปซะ

มีโปรโมชั่นเพื่อจะมาอ้างความชอบธรรมในการไม่ดูแล หรือเลวร้ายถึงขั้นประจารลูกค้ากันแบบนี้ สู้ยอมจ่ายราคาเต็มแล้วได้รับความสบายใจไปซะดีกว่า เพราะถึงเราจ่ายน้อย จ่ายถูกกว่าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับการปฏิบัติแย่ๆ นะ

หรือว่าเจ้าของโปรโมชั่นอาจจะคิดว่าการพูดจาหมาๆ และทำหน้าตีนๆ คือ ราคาบวกของโปรโมชั่นที่เราต้องจ่ายเพิ่ม

ตามจีบ

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, บางวันเวลา, สบายใจ, ใครบางคน, ไปไหนต่อไหน on May 18, 2009 by mahnakorn

ช่วงที่มีความสุขของคู่รัก คือ ช่วงจีบกัน

ช่วงที่มีความสุขของการเดินทาง คือ เก็บข้อมูล

เราว่าสองอย่างนี้มันคล้ายๆ กันนะ

ถ้าเปรียบการคบกันเป็นการเดินทาง ช่วงที่จีบๆ จดๆ จ้องๆ กันนี่แหล่ะเราว่าเป็นช่วงที่โคตรแฮปปี้เลย มันลุ้นๆ กับข้อมูลที่จะงอกเงยขึ้นมาให้เรารู้จักใครคนนั้นขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนการเดินทาง หรือ การคบกันจริงๆ จะสนุก จะดีกว่าตอนจีบ กว่าตอนเก็บข้อมูลหรือเปล่า เราว่ามันก็ขึ้นอยู่กับนักเดินทางสองคนที่จะฝ่าไปด้วยกันนั่นแหล่ะ

ถ้าไม่แฮปปี้กันแล้ว เดินทางยังไม่จบทริปก็อาจจะยกเลิกกลางทาง

บางคู่ บางคนกัดฟันทนเดินทางไปด้วยกันจนจบทั้งที่ก้าวขาไม่ออก และเหนื่อยล้าแทบขาดใจ

แต่บางคู่กลับสนุกสนานเพราะหันเหความสนใจไปข้างทาง

ไปกับใครต่อใครบ้างเพื่อไม่ให้เบื่อ

จะอย่างไร, นักเดินทางเท่านั้นที่จะรู้

ส่วนการเดินทางจริงๆ

เราก็ยังเชื่อว่าช่วงหาและเก็บข้อมูลของที่ที่เราจะไปนี่แหล่ะ

ตื่นเต้น สนุก และมีความสุขที่สุด

เพราะเรานึกภาพและจินตนาการต่างๆ นานาตามคำบอกเล่า ตามที่ได้อ่านข้อมูล

ถ้าได้อ่านข้อมูลสองด้านทั้งดีและไม่ดีควบคู่กันไปด้วยก็จะดีเข้าไปใหญ่

ตอนนี้เรากำลังเริ่มทยอยอ่านข้อมูลของที่หนึ่งอยู่

ก็มาลุ้นกันว่าจะได้ไปหรือเปล่า,

แต่ถึงไม่ได้ไปแค่ได้พูดคุยข้อมูลการเดินทางกับใครบางคนไปล่วงหน้ามันก็แฮปปี้แล้วหล่ะ

Hongkong

ณ ถลาง

Posted in ติดตรึงใจ, ทำอะไรต่อมิอะไร, ธรรมชาติ, วันว่าง, สบายใจ, อากาศ, อารมณ์, อาหาร, เรื่องดีดี, เล่าด้วยภาพ, ใครบางคน, ไปไหนต่อไหน on May 12, 2009 by mahnakorn

1.

1

ไปภูเก็ตมา

ไม่ได้ไปเพราะใครชวน แต่ได้ชวนใครบางคนไปด้วย

หาข้อมูลเอาเองแล้วก็ได้รู้ว่ามีเกสต์เฮ้าส์น่ารักๆ อยู่ใจกลางเมืองเก่าภูเก็ต (ย่าน Old Town) ชื่อว่า ‘43 Guest House’ ตั้งอยู่บนถนนถลาง เป็นตึกเก่าๆ 3 ชั้น ที่ซอยแบ่งห้องพัก (พัดลม) เอาไว้ในราคา 350-450 บาท เราได้ห้องสีชมพูมีห้องอาบน้ำในตัวราคา 400 บาทถ้วน จริงๆ มีห้องที่น่าพักและเล็งเอาไว้ คือ ห้องสีฟ้า แต่มีฝรั่งชิวๆ ชื่อทอมมี่มาพักอยู่เป็นเดือนๆ แล้ว และคาดว่าจะสิงสถิตย์ไปอีกนาน

2 3

ร้านเหล้าๆ เมายาก็อยู่ใกล้ๆ ที่พัก แต่การซื้อเบียร์มานั่งกินหน้าที่พัก นั่งมองนักท่องเที่ยวที่มายืนถ่ายรูปกับตึกเก่าๆ และมองความงามของตึกเก่าๆ ไปด้วยได้บรรยากาศกว่าเยอะ ไม่ว่าจะกินตอนกลางคืนที่มีลมเย็นๆ หรือตอนบ่ายๆ ที่เบียร์เย็นๆ ทำให้เราสดชื่น

 

2.

การจะเดินทางท่องเที่ยวไปในภูเก็ตให้สนุกสมกับที่เราหวังใจมันต้องเช่ารถ จะรถอะไรก็หาเช่ากันดู ส่วนเราเนื่องจากไม่มีใครขับรถเป็นสักคนเลยให้ที่เกสต์เฮ้าส์จัดหาร้านเช่าให้ในราคา 150 บาทต่อวัน (1 วัน คือ 24 ชั่วโมง หมายถึงยืมเวลาไหนก็คืนเวลานั้น-ยุติธรรมดี) มีคนจากรถเช่าเอารถมาส่งให้พร้อมหมวกกันน็อคหนึ่งใบ ตอนที่ครบกำหนดเช่าก็จะมีคนมารับถึงที่โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาไม่คืนเอง ถูกใจใช่เลย

4

เติมน้ำมันเต็มถังในราคา 80 บาทวิ่งได้ 3 วันแบบเต็มที่

ขี่ไล่กันตั้งแต่หาดกมลาอ้อมลงใต้เรื่อยๆ จนสุดที่แหลมพรหมเทพ แล้วถึงได้กลับเข้าเมืองทางอ่าวฉลอง และหาดราไวย์ เป็นการนั่งรถที่เกร็งและเครียดเพราะทางชัน คดเคี้ยว รถเยอะและขับขี่กันเร็ว รอดมาได้ก็บุญโข

 7 8

และเป็นการเช่ารถที่คุ้มค่ามาก

ฝนจะตกแดดจะแรงแค่ไหนก็ไม่หวั่น

 

3.

ฝนภูเก็ตเอาแต่ใจตัวเองสุดๆ

แดดจ้าอยู่ดีๆ ก็ทิ้งตัวลงมาจากฟ้าให้เราเปียกเล่นๆ

พอตกให้เราตัวสั่นสักพัก ก็หายวับไปกับตา

ใครหลายๆ คนบอกว่าฝนตกแบบเป็นๆ หายๆ เป็นของคู่กันกับที่นั่น โอเค เราไปถึงภูเก็ตแล้ว

 

4.

อาหารการกินราคาสูงพอๆ กับกรุงเทพ บางร้าน บางอย่างแพงกว่าจนน่าตกใจ

โชคดีที่เจอเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ คุยกันถูกคอ แถมรสนิยมการกินเดียวกัน เลยได้ตระเวณไปกินของเด็ดของดีที่อร่อยสมราคา และบางร้านไม่ใช่ร้านดังในหมู่นักท่องเที่ยว แต่คนพื้นที่เค้ารู้กัน

11

ร้านดังที่ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวบางร้านราคาโคตรแพง คนเยอะ คุณภาพเริ่มต่ำลงเรื่อยๆ ใครจะไปให้มาถามแล้วจะบอกร้านที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะนอกจากจะเสียความรูสึกแล้ว จะเสียดายเงินในกระเป๋าด้วย

 

5.

เด็กแว้นซ์ที่ภูเก็ตล้นหลามอย่างไม่น่าเชื่อ

มีให้เห็นทั้งกลางวันและโดยเฉพาะกลางคืนที่ขี่กันเต็มถนน

แว้นซ์เฉพาะกิจอย่างเราเวลาเจอต้องถอยห่าง กลัวไว้ดีกว่ากล้านะเราว่า

10

 

6.

หาดป่าตองเหมือนเป็นญาติกับพัทยา ต่างกันตรงที่ป่าตองทะเลและหาดสวยกว่า

หาดต่างๆ ในภูเก็ตมีคนมาเล่นเซิร์ฟกันในช่วงหน้าฝน ดูตื่นตาตื่นใจ

หาดส่วนใหญ่ของภูเก็ตเหมาะกับฝรั่งและคนรวยๆ เพราะแค่ค่าเช่าเตียงนอนริมทะเลก็ไม่น่าเสียตังค์แล้ว อย่าไปรวมถึงอาหารการกิน แต่อย่างหาดสุรินทร์นี่คนไทยเยอะ เพราะเป็นหาดสาธารณะที่มีส้มตำจานละไม่เกิน 30 บาทขาย มีม้าหินให้นั่งฟรีๆ

จุดชมวิวมีเยอะดี เราขี่รถผ่านกันตรงไหนก็หยุดมันหมดทุกที่

6 9

 

7.

ชอบผังเมืองภูเก็ตโดยเฉพาะตรงเมืองเก่า

เดินง่าย ไม่หลงเพราะเป็นสี่เหลี่ยมจริงๆ (ถ้าไปเมืองนอกก็เรียกเป็นบล็อคๆ ได้เลยนะ)

ชื่อถนนก็จำง่ายและโคตรเท่ เช่น ถนนถลาง, ถนนดีบุก, ถนนพังงา, ถนนเยาวราช, ถนนบางกอก ฯลฯ

 

8.

ชาวพม่าเยอะอย่างอึ้ง

เห็นคนที่คิดว่าเป็นคนภูเก็ตแน่ๆ พูดภาษาไทยกับเราไม่รู้เรื่องเลย

เจอเกือบทุกร้านที่ไป

 

9.

ไม่ได้ซื้อโปสการ์ดสักใบ

เพราะคราวที่แล้วที่ไปเกาะช้างติดแสตมป์ เขียนที่อยู่ไว้แล้วแต่ไม่ทันได้เขียน ก็เลยใช้อันเก่านี่แหล่ะมาเขียนแทน

ประหยัดและได้อารมณ์ไปอีกแบบนะ

 

10.

ถ้าไปรถทัวร์

นั่งขาไปก็พอ ขากลับขอให้กลับเครื่องบิน

เหนื่อยยยย รถขับช้า จอดบ่อย

หลับๆ ตื่นๆ ก็ยังไม่ถึงกรุงเทพซะที

 

11.

ลงใต้คราวนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2-3 ปีเลยมั้ง

ถ้าจำไม่ผิดล่องใต้ครั้งล่าสุดถ้าไม่เกาะสมุยก็เกาะลันตา

นี่จึงเป็นการไปใช้บริการสายใต้ใหม่กว่า (ตลิ่งชัน) ครั้งแรก

หนังหมา

Posted in ขำขัน, คิดอะไรไปเรื่อย, ดูหนัง, ทำอะไรต่อมิอะไร, วันว่าง, สบายใจ on May 6, 2009 by mahnakorn

“ทำไมพวกคุณไม่พยายามช่วยเหลือตัวเองกันก่อน ทำไมต้องรอให้คนนอกมาช่วย”

พี่แอ๊ด คาราบาว ซึ่งเป็นดารารับเชิญในเรื่อง ‘ว้อ หมาบ้ามหาสนุก’ โผล่มาอีตอนท้ายเรื่อง แล้วก็พูดจาคมๆ โดนๆ ไว้อย่างนั้น ซึ่งทำให้เราเก็บมาคิด และเอามาเล่าต่อตอนนี้

วันหยุดยาวที่ผ่านมา

หลังจากนอนฟุ้งซ่านอยู่ในห้องคนเดียว

คิดว่าไม่ได้การแล้วแน่ๆ เลยออกไปเช่าหนังแผ่นมาดู ตั้งใจจะเช่าแค่ 2 เรื่อง คือ Happy Birthday กับ โหดหน้าเหี่ยว แต่แล้วพนักงานของร้านก็บอกเราว่า ตอนนี้ที่ร้านมีโปรโมชั่น เช่า 2 แถม 2

ด้วยความไม่รีบแต่โลภ เราเลยสั่งเรื่อง Yes Man และ ว้อ หมาบ้ามหาสนุก ติดมาด้วย

โหดหน้าเหี่ยว ก็เพลินๆ ขำบ้าง ไม่ขำบ้างแต่ไม่ได้หวังอะไรอยู่แล้ว แค่พักนี้ไม่อยากดูอะไรซับซ้อน

Happy Birthday ครึ่งแรก กับ ครึ่งหลังของหนังทำให้เราคิดว่าเหมือนดูคนละเรื่อง ครึ่งแรกก็ชิวเกิ๊น ครึ่งหลังก็เครี๊ยดเครียด ซึ่งถ้าเป็นงานของผู้กำกับคนเดียวกันนี้ (พงษ์พัฒน์) เราชอบ Me, Myself มากกว่าอย่างไม่ต่องคิดนาน

ไอ้เรื่องที่เซอร์ไพรส์และได้ (ดั่ง) ใจที่สุด คือ ว้อ หมาบ้ามหาสนุก

ไอ้หนังที่มีหมาบ้าหน้าโหดออกมาอาละวาด เที่ยวไล่กัดคน สัตว์ สิ่งของในหมู่บ้านห่างไกลแห่งนึงนี่แหล่ะ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าผ่อนคลายและได้อะไรจากหนังไทย หลังจากที่ไม่ได้ดูหนังไทยมาพักใหญ่ (เรื่องล่าสุด คือ…นึกไม่ออก)

ว้อฯ ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศของหนังไทยไทยที่ไม่มีการแอ็คอาร์ต

หนังที่มีฉากเป็นหมู่บ๊านหมู่บ้าน มีนักแสดงหน้าตาบ้านๆ พฤติกรรม อาชีพ ความคิด และหลายๆ อย่างแบบบ้านบ้าน บ้านนอก ไม่ใช่เรื่องคนเมืองแม้แต่น้อย แต่ก็สามารถจิกกัดความเป็นคนเมืองได้อย่างสนุก เพลิดเพลิน

ว้อฯ ทำให้เรานึกถึงบ้านพี่ปอบ ที่สนุกไปเรื่อยๆ อย่างไม่คิดอะไร ขำบางที เบื่อบ้างเป็นระยะ แต่ถ้าจะเก็บมาคิดเป็นสาระเราว่ามันก็ค่อนข้างใช้ได้เลยหล่ะ

ตัวละครหลายตัวประหลาดๆ แปลกๆ เช่น เด็กวัดอายุไม่น้อยคนนึงที่พูดน้อยแต่พูดทีแล้วทำให้คนชอบคิดว่า “มันบ้า” แต่ใครจะรู้บ้างว่าแต่ละครั้ง แต่ละคราวที่เขาพูดมามันก็จริงทั้งนั้น เช่น ในขณะที่มีคนมาถามเขาว่าถ้าออกไปข้างนอกแล้วโดนหมาบ้ากัดจะทำยังไง เขาก็ตอบง่ายๆ ว่า “แล้วจะให้หมามันกัดทำไมเล่า”

เหมือนจะกวนตีน แต่แม่งเสือกเถียงไม่ได้

“คนเราจะยอมโดนหมากัดรึไง” มันยังตอกย้ำมาอีก

โดยเฉพาะตอนท้ายเรื่องที่หมอนี่พูดกับหมามันเจ็บจี๊ดๆ ไปถึงหัวใจเลยหล่ะ แต่ไม่บอกนะ ไปดูกันเอง ฮ่าๆ

เหมือนว้อฯ จะตลกไปวันๆ

แต่ถ้าคิดดีๆ เราว่ามันวิพากษ์ระบบอะไรหลายๆ อย่างในบ้านเราเลยหล่ะ

ถ้าดูแล้วลองเอาสถานการณ์ เอาตัวละครในเรื่องไปแทนค่ากับเหตุการณ์จริงแล้วจะยิ่งมันนะ

โดยเฉพาะไอ้ตอนที่ชาวบ้านบ่นๆ ว่า “ทุกทีเลยเนอะเหมือนในหนังน่ะ ตำรวจ รัฐมาช่วยตอนจบทุกที” หึหึ

Yes Man ยังไม่ได้ดู

จบข่าว

เจ็บแล้วอย่าพาล

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, อารมณ์ on May 4, 2009 by mahnakorn

เมื่อกี๊เหลือบตาไปเห็นชื่อ MSN ของน้องคนนึง เขียนไว้ประมาณว่า

 “กูเบื่อความรัก เพราะความรักเป็นเรื่องไร้สาระ…..เฮงซวยเอ๊ย” (จริงๆ ยาวเฟี้อย) พอเห็นดังนั้นแล้ว เลยคันมือ ส่งข้อความไปทักน้องเค้าทำนองว่า

“คนส่วนใหญ่ที่บอกว่าเบื่อความรักอย่างงั้น อย่างงี้ จริงๆ แล้วมักเป็นพวกไม่มีแฟน หรือผิดหวัง ฉะนั้นอย่าไปพาลความรักเลย ความรักเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว”

สนทนาวิสาสะกันเล็กๆ เลยคันมือเรื่องนี้,

ขอเขียนเตือนตัวเองและใครหลายๆ คนอีกทีก็แล้วกัน

love

ความรักเป็นสิ่งดีๆ ที่บังควรจะมีอยู่ในหัวใจเรา

แต่รายละเอียดต่างๆ ที่ประกอบร่างขึ้นเป็นความรู้สึกรักนั่นต่างหาก ที่เราควรต้องคัดกรอง และพินิจพิเคราะห์ดู

เขาไม่รัก, เราเจ็บ แล้วไปโทษความรักว่าไม่ดี มันแย่

แต่จริงๆ คำตอบมันก็แค่คนคนนั้นมันแย่ หรือเป็นที่ตัวเราเองต่างหากที่แย่

แย่จนสุดท้ายไม่รู้ว่าความรู้สึกทั้งหมดมันคืออะไร

อาจเป็นรักที่ขาดวุฒิภาวะ

อาจเป็นความหลงใหลที่ยาวนานหน่อย

อาจเป็นแค่ความขาดที่ต้องการการเติมเต็ม

ฯลฯ

ไม่ว่าจะอย่างไร,

เราเองก็ต้องการความรัก อย่าปฏิเสธหัวใจตัวเอง

ถ้าต้องการก็ต้องพยายามอยู่กับมันให้ได้อย่างปกติสุข

แต่ถ้าหากวันใดพลั้งพลาดบาดเจ็บทางใจขึ้นมาก็อย่าพาลความรักเข้าก็แล้วกัน