Archive for August, 2009

Me, Myself

Posted in ขำขัน, คิดอะไรไปเรื่อย, ชีวิตประจำวัน, ดูหนัง, ทำอะไรต่อมิอะไร, อารมณ์ on August 30, 2009 by mahnakorn

อาทิตย์ที่แล้วหยิบหนังเรื่อง Amelie มาดูอีกรอบ,

ความประทับใจหนังเรื่องนี้ของเราคงไม่ต้องพูดถึง เพราะถ้าไม่รักไม่ชอบคงไม่ซื้อมาเพื่อเก็บไว้ดูหลายๆ รอบ

ไอ้ที่จะเล่านี่เพราะมีบางอย่างจากหนังที่วนเวียนอยู่ในหัวและทำให้เราคิดต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ และคิดว่าถ้าไม่เอามาเขียนบล็อกก็คงอึดอัดแล้วก็ยังคิดต่อไปเรื่อยๆ

ดังนี้แล้ว, ขอระบายออกสักหน่อย

ไอ้บางอย่างในหนังที่ว่าก็คือ เบื้องหลัง เบื้องลึกของตัวละคร

ถ้าใครที่เคยดูเรื่องนี้แล้วคงพอจะนึกออกว่า นอกจากหนังจะเปิดเรื่องให้เราได้รู้จักตัวละครในหนังอย่างสั้นๆ ง่ายๆ แต่ได้ใจความด้วยการบอกชื่อเสียงเรียงนาม, อาชีพ หรื อายุของตัวละครแล้ว หนังยังทะลึ่งเล่าปม, เรื่องเร้นลับ, ความชอบส่วนตัว หรือเรื่องบางอย่างที่บ่งบอกถึงตัวตนของตัวละครในแบบที่เป็นฉากหลังออกมาด้วย

เราชอบตรงนี้แหล่ะ

แล้วก็นี่แหล่ะที่ทำให้เรานึกอยู่ตลอดเวลาว่าไอ้ความเป็นตัวเราแบบส่วนตั๊ว ส่วนตัวมันมีอะไรบ้าง

หลังจากที่พยายามนึกอีกนึกแล้วอยู่หลายรอบ เราก็พอจะได้ไอ้เรื่องราวที่ไม่ถึงกับจะกุมเป็นความลับออกมาจำนวนหนึ่ง ไอ้เรื่องแบบนี้เราอาจไม่เคยบอก ไม่ค่อยเล่า หรือไม่ได้แสดงออกให้ใครเห็น…ซึ่งนั่นอาจไม่มีใครรู้

เช่นว่า

เราเกลียดเสียงผิวปากจากผู้ชายแปลกหน้า รู้สึกว่ามันเถื่อน กักขฬะ และถือเป็นการเหยียดหยามทางเพศอย่างง่ายๆ

ทุกครั้งที่เก็บผ้าที่ซักไว้เราจะเอามาดม ดม ดมแล้วดมอีก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าธรรมดา หรือชุดชั้นในบนล่างก็ตาม ยิ่งถ้าผ้านั้นมีกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เราใช้ก็จะรู้สึกดีมาก ถ้าไม่ค่อยได้กลิ่น หรือมีกลิ่นเหม็นก็จะเซ็งและอาจจะโยนลงตะกร้าเพื่อซักใหม่อีกครั้ง

ก่อนออกไปซื้อของใช้เข้าบ้านที่ห้างฯ จะต้องลิสต์สิ่งที่ต้องการซื้อจนครบ แล้วไล่ซื้อตามนั้น ถ้าซื้อได้ครบจะรู้สึกว่าได้ทำภาระกิจสำคัญลุล่วง ถ้าไม่ก็จะหงุดหงิดและคาใจจนกว่าจะได้ซื้อในครั้งหน้า และเหตุผลอีกอย่างที่ต้องลิสต์ก็เพราะจะได้ไม่ว่อกแว่ก เป็นการควบคุมค่าใช้จ่ายและเวลานั่นเอง

เวลาที่มีเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นโทรเข้ามาเราจะทำเสียงระแวง เสียงแข็งใส่ (จริงๆ อยากใช้คำว่า ‘เสียงตืน’ มากกว่า) แล้วพอรู้ว่าเป็นใครก็จะเปลี่ยนเสียงทันที ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำเสียงแบบนั้นตั้งแต่แรกทำไม

เราเต้นแอโรบิคไม่เป็น หรือการเต้นอะไรๆ ที่ต้องเป็นสเต็ป เป็นท่าที่ต้องโฟกัสไปที่ขาและแขนพร้อมๆ กัน พูดง่ายๆ ก็คือ เราเป็นคนจดจ่ออะไรได้อย่างเดียว ทำให้มือกับแขนไม่สัมพันธ์กัน เคยลองทำแล้ว เห็นตัวเองในกระจกแล้วมันทุเรศมากๆ

เข็มฉีดยาและงูคือสิ่งไม่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิตที่เรากลัวมาก ถ้าจะต้องไปฉีดยาหรือเจาะเลือดก็จะหลับตาหรือมองไปทางอื่นเพราะเห็นเข็มแล้วใจสั่น ส่วนงูนี่ถ้าบังเอิญเปิดไปเจอสารคดีที่มันซูมใกล้ๆ ถึงขั้นเห็นเกล็ก เราจะขุนลุกซู่ รู้สึกสยองและเหมือนได้กลิ่นสาปๆ ของงู

เราไม่ชอบเลี้ยงสัตว์เพราะรู้สึกว่ารับผิดชอบชีวิตใครไม่เป็น และไม่ชอบเอาอะไรมากักขังหรือทรมาณ สัตว์ชนิดเดียวและตัวเดียวที่สามารถใช้คำว่าเลี้ยงได้ คือ แมวอ้วนๆ ตัวนึงที่กวนตีนมากๆ อยู่กับเราและแม่มาตั้งแต่มัธยมปลาย และมาตายเพราะโดนงูกัดเมื่อตอนเราเรียนจบและทำงานแล้ว จากนั้นก็ไม่เคยอยากเลี้ยงอะไรอีก

ไม่ชอบไปสวนสัตว์ ในชีวตเคยไปสวนสัตว์มาสองสามครั้ง รู้สึกว่าจะเป็นสวนสัตว์ที่เชียงใหม่ทั้งหมด เหตุผลที่ไม่ชอบคล้ายๆ การเลี้ยงสัตว์ เราไม่ชอบการไปยืนดูแววตาของสัตว์ รู้สึกหดหู่ สลดใจ สังเวช และสงสาร ซึ่งจริงๆ สวนสัตว์ก็มีข้อดีแต่เรามองเห็นแต่จุดนี้ และอีกเหตุผลนึงตอนที่เราตามพ่อแม่ไปเราได้กลิ่นสาปของงู เห็นกรงมันดูไม่ค่อยสะอาด รู้สึกเหมือนจะอ้วก และกลิ่นมันติดจมุก ตามมาหลอนหลายวัน เลยไม่อยากไปอีก

เวลาเมาถึงขั้น (เดี๋ยวนี้ไม่มีโอกาสได้เมาแล้ว) จะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ, จะโทรไปหาเพื่อนสนิทหรือคนที่แอบชอบ และ มักจะร้องไห้ 

เป็นคนขี้แยและอ่อนไหวเกินเหตุ ร้องไห้ง่ายๆ กับหนังสือ, หนัง, เพลง และ งานแต่ง เป็นต้น

รักเดียวใจเดียวจนน่าหมั่นไส้ ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียในยุคนี้ แต่ถ้าลงว่ารักใครแล้วก็จะไม่มอง หรือไม่สนใจคนอื่นอีกเลย

ระดับคิ้วสองข้างไม่เท่ากัน คิ้วซ้ายจะสูงกว่าคิ้วขวาเล็กน้อย ซึ่งนั่นทำให้หนังตาไม่เท่ากันด้วย

นิ้วชี้เราสั้นมากจนนิ้วก้อยเกือบตีเสมอ ส่วนนิ้วนางก็ยาวเกือบจะกลายเป็นนิ้วกลาง

ฯลฯ

นี่คือทั้งหมดที่พอจะนึกออก

ใครอ่านแล้วนึกสนุกมีอะไรที่อยากให้รู้เห็นก็แลกเปลี่ยนกันได้

Closer

(ภาพประกอบจากหนังเรื่อง Closer แปลกดีที่ประเด็นในวันนี้ทำให้นึกถึงภาพนี้และหนังเรื่องนี้)

อาทิตย์บนอาทิตย์

Posted in กิจกรรมยามค่ำคืน, คิดอะไรไปเรื่อย, ชีวิตประจำวัน, ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา, อากาศ, อารมณ์, อาหาร, ไปไหนต่อไหน on August 24, 2009 by mahnakorn

พอวันอาทิตย์มาถึงทีไรใจเราเป็นต้องง่อยเกือบทุกครั้ง

เพราะถ้าวันอาทิตย์หมดอายุ, วันหยุดสั้นๆ ของเรามันก็หายวับไปด้วย

.

.

.

ตั้งใจว่าจะตื่นเอาบ่ายๆ

แต่ก็โชคดีได้ตื่นสาย, มิ้มโทรมาปลุกให้ดูรายการอะไรสักอย่าง พอเราหายงัวเงียมาเปิดดูก็จบรายการพอดี

ไม่อยากนอนต่อเพราะเสียดายวันหยุด ก็เลยซักผ้า เพราะแหงนหน้ามองฟ้า ส่องแดดแล้วโอเค ลมก็พัดผ่านแบบฉลุย รับรองว่าผ้าแห้งก่อนพระอาทิตย์หมดแสงแน่ๆ

นั่งเปิดคอมหงอยๆ ช่วงนี้เราติดคอมมากๆ

เพราะกลางคืนเรานอนไม่หลับ ยิ่งช่วงนี้เหมือนมีเรื่องอะไรบางอย่างเข้ามาให้เครียด เข้ามาให้คิด ก็ยิ่งเข้าหาคอมเป็นการใหญ่ ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราผ่านแต่ละคืนไปอย่างไม่ตายซาก

บ่ายแก่ๆ ผ้าแห้งหอมได้ที่ รู้สึกไม่อยากอยู่คนเดียวเลยโทรนัดก๊วนเพื่อนสาวว่าจะไปกินข้าวกัน

ลงตัวที่ร้านอาหารเกาหลีนังอลิส, ไม่ได้อยากกินโคเรียนฟู้ดหรอก แค่อยากไปกินไข่เค็มไชยา และจะเอารูปเกาะพะงัน-สมุยไปให้สาวๆ พวกนั้นด้วย คงจะอยากนั่งดูกันเต็มแก่

วันอาทิตย์บนถนนพระอาทิตย์,

เป็นยามเย็นย่ำค่ำที่มีความสุข อิ่มท้อง อิ่มใจ สบายอารมณ์ขึ้นบ้างตามอัตภาพ

แม้ว่าริ้วรอยความคิดเครียดๆ จะยังแทรกตัวอยู่ในบทสนทนา, รู้ว่าอาจจะทำให้เพื่อนกร่อยๆ แต่ถ้าไม่บอกเล่า ไม่ออกปากกับมนุษย์รู้ใจ รู้ไส้ รู้สันดานกันพวกนี้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปแสดงออก ไประบายที่ไหน

ก่อนจะกลับมาห้องในตอนค่อนดึก

เพื่อจะพบว่าห้องว่างๆ ที่อยู่คนเดียวในขณะที่ฝนตกนี่มันโคตรเหงา!

 

ปล.เป็นการอัพบล็อกอีกรสชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนเขียนให้ตัวเองอ่านในสมุดบันทึก ผิดแต่ว่าหงอยไปมาก

After Shock

Posted in ติดตรึงใจ, ธรรมชาติ, บางวันเวลา, อารมณ์, เรื่องดีดี, เล่าด้วยภาพ, ไปไหนต่อไหน on August 18, 2009 by mahnakorn

หลังแผ่นดินไหวที่สร้างความวอดวาย

ก็มักจะมีการสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นของแผ่นดินครั้งย่อมๆ ตามอีกอย่างต่อเนื่อง

GardenView

หลังแผ่นดินไหวที่หัวใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกับทริปล่องใต้งานแต่ง

เหตุอาฟเตอร์ช็อคก็ยังลั่นครืนๆ อยู่ในสมอง และสี่ห้องหัวใจของเราอย่างไม่เลิกรา

ทริปไหวๆ ครั้งนี้มีอานุภาพทำลายล้างสูง มันทำลายความหน่ายโลกของเราไปสิ้น

หันกลับมามองความไร้ชีวิตชีวาก็ราบเป็นหน้ากลอง

09082009-pola

แผ่นดินไหวผ่านไปแล้วด้วยหน้าตาที่แช่มชื่นและหัวใจที่ชื่นบาน

แต่ไอ้ลูกกระจ๊อกที่ยังไหวไปไหวมาไม่หยุดนี่ซิ…ที่มันเป็นปัญหา

เพราะใจเรายังไม่หยุดนิ่ง ยังรู้สึกอยากโดนแผ่นดินไหวระลอกใหญ่อีกเรื่อยๆ

สมาธิและใจเราเลยไปแน่วแน่ให้กับเรื่องเที่ยวเป็นหลัก และคิดเรื่องงานเป็นรอง

 P1170029-pola

กลุ้มใจกับการขาดสมาธิและพลังที่จะโหมให้กับงาน

รู้สึกผิดต่อเจ้านายที่ยังไม่ทุ่มเทกับงานเหมือนที่เคยเป็น

วันนี้เลยต้องขอเอาจริงกับตัวเองด้วยการเขียน entry นี้ทิ้งทวนและจะคว้าหัวใจตัวเองที่เผลอทำหล่นไว้ที่แดนใต้ เอากลับมาเมืองกรุงที่มีภาระและหน้าที่รอให้เรารับผิดชอบอยู่

 P1160989-pola01

แต่ไม่ต้องกลัวว่าเราจะได้หน้าลืมหลัง,

แค่ทำงานสะสมทรัพย์เอาไว้รอเวลาเก็บกระเป๋าเดินทางอีกครั้งเท่านั้นแหล่ะ

ใครพร้อม, เราพร้อมก็ไปด้วยกันนะ

A Happy Trip

Posted in ติดตรึงใจ, ทำอะไรต่อมิอะไร, ธรรมชาติ, บางวันเวลา, วันว่าง, สบายใจ, อากาศ, อารมณ์, เรื่องดีดี, เล่าด้วยภาพ, ใครบางคน, ไปไหนต่อไหน on August 13, 2009 by mahnakorn

กรุงเทพ-สุราษฎร์

สุราษฎร์-พะงัน

พะงัน-สมุย

สมุย-สุราษฎร์

สุราษฎร์-กรุงเทพ

P1150827-polaP1150837-pola

นั่นคือ เส้นทางการเดินทางตลอด 6 วัน 6 คืนของเรากับไอ้แก็งค์เพื่อนๆ ใจหมา

จุดประสงค์หลักของการเดินทางครั้งนี้ คือ การไปร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อนคนนึงที่จะเป็นฝั่งเป็นฝา ส่วนเรื่องเที่ยวเป็นแค่ของแถม แต่ไม่ว่าจะไปด้วยเหตุผลอะไร แค่มีเพื่อนมาชวนออกไปตะลอนโดยที่ยังไม่รู้แผนการแน่ชัด เราก็พยักหน้ารับสมัครเข้าร่วมทริปเป็นที่เรียบร้อย

 P1150935-polaP1160029-pola

ลงใต้คราวนี้ไม่เหมือนการไปเที่ยวครั้งอื่นๆ ของเราเลย

ทริปนี้เป็นทริปที่เราไม่มีข้อมูลในมือ, ไม่รู้อะไรล่วงหน้า เพราะอีเจ้าบ้าน (เจ้าสาว) ไม่ได้บอกอะไรให้เตรียมตัวสักอย่าง พอเพื่อนร่วมทริปมาถามว่าจะไปไหน ทำอะไรต่อ เราก็ได้แต่ตอบไปว่า

“จงอยู่กับปัจจุบัน”

นับว่าเป็นทริปที่อิงกับแก่นของพุทธศาสนาโคตรๆ

จะว่าไปการเที่ยวแบบอิมโพรไวซ์ (คุณศิลปไดฯ เคยพูดไว้อย่างนั้น) ที่ไม่ต้องมีแผนการ ทำอะไรแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวบ้างมันก็ดีนะ ไม่ต้องกังวล ใช้เวลากับอะไรที่มันอยู่ตรงหน้า เจออะไรก็แก้ปัญหา หรือปล่อยให้มันเป็นไป…แม่เจ้าโว๊ย จะเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรกันใหญ่โตแล้ว

ทริปนี้ถือเป็นทริปใหญ่ประจำปีนี้ได้เลย ทั้ง

ปริมาณเพื่อน

จำนวนวัน

ระยะทาง 

คนเยอะๆ มาอยู่ด้วยกันนานๆ บนเส้นทางที่ไม่คุ้น มันก็มีบ้างที่ทำให้ถกเถียง, งอนและเคือง หรือ ถึงขั้นทะเลาะ โต้เถียง

แต่สุดท้ายมันก็อยู่บนพื้นฐานของความห่วง และคำสั้นๆ ว่า “เพื่อน”

เราเหนื่อยด้วยกัน

เราเมาเรือด้วยกัน

เรากินมาม่าด้วยกัน

เราดำเกรียมด้วยกัน

เราหัวเราะท้องแข็งด้วยกัน

เราน้ำตาไหลให้เจ้าสาวด้วยกัน

เราทำกับข้าวกินกัน

เราเดินเล่นด้วยกัน

เราดำผุดดำว่ายด้วยกัน

เราเมาด้วยกัน

เราตังค์หมดด้วยกัน

เราเพลียด้วยกัน

เราร้องเกะด้วยกัน

เหตุผลแค่นี้ยังไม่พอที่จะทำให้เราเรียกมันว่า Happy Trip อีกเหรอ

P1160824-pola01

เล็กๆ น้อยๆ

สวนยางหลังบ้านพี่กานเป็นเซอร์ไพรส์ที่อยากเห็นอีก

การปั่นจักรยานตอนเช้าๆ กับเพื่อนรู้ใจเป็นอะไรที่สุดยอด

ผักเหลียงผัดไข่ที่ทำกินกันเองอร่อยโคตร

พิธีที่เรียบง่ายเป็นอะไรที่ซาบซึ้ง

ได้อยู่กินกับเพื่อนๆ คราวนี้เหมือนทำความรู้จักกันใหม่

เห็นอะไรสวยๆ งามๆ แล้วส่ง MMS หาคนที่เราคิดถึงนี่มันดีจริงๆ นะ

ไปพะงันคราวนี้เป็นครั้งแรกของเรา, รวมถึงฟูลมูนปาร์ตี้ด้วย

P1150913-pola

ตอนนี้เลยยังอยู่ในอารมณ์ (เรียกอารมณ์ค้างก็ได้นะ) ที่อยากจะตะลอนเที่ยวไป เหนื่อยไป หิวไป จนไปกับเพื่อนๆ อีก ใครจะชวนไปไหนไม่มีเกี่ยง…กลัวซะที่หนายยยย

ออกแวว…เขียน

Posted in ความหลังครั้งเก่า, วันว่าง, สบายใจ, อากาศ, อารมณ์, เรื่องดีดี on August 1, 2009 by mahnakorn

เมื่อคราวก่อนเล่าเรื่องวี่แววการชอบเที่ยวของเราเอาไว้ แล้วก็ค้างชีวิตภาคที่สองของเราเอาไว้ด้วย วันนี้อากาศดีเลยจะมาเล่าให้จบไปซะเลย

ตอนเราเป็นเด็กก็มีชีวิตส่วนที่ปกติ ธรรมดาอย่างที่บอกไปแล้ว คือ ก็ชอบไปเล่นกับคนอื่น

แต่

คนอย่างเราก็มีโลกส่วนตัวสูงมากมาแต่ไหนแต่ไร,

ตั้งแต่จำความได้ เราก็ชอบอยู่คนเดียว เล่นคนเดียว จนเราก็งงตัวเองว่าเป็นอะไรของเอ็ง!

ไอ้ชีวิตอีกภาค อีกด้านนึงที่ชอบอยู่กับตัวเองนี่แหล่ะที่ทำให้เราออกแวว…อ่านเขียน

writing

ถ้าวันไหนไม่มีอารมณ์อยากจะสุงสิงกับญาตพี่น้องหรือเด็กแถวบ้าน

เราก็จะหมกตัวอยู่ในบริเวณบ้าน ที่โปรดที่สุดคือ สวนมะม่วงหลังบ้าน เพราะมันเงียบ สงบ ลมเย็น ร่มรื่น จำได้ว่ามีคนเอาเปลไปผูกไว้ใต้ต้นมะม่วง เราก็ยิ่งติดเข้าไปใหญ่

กิจกรรมที่ชอบทำก็คือ อ่านหนังสือและเขียนหนังสือ

หนังสือที่อ่านก็พวกหนังสือเรียน, หนังสืออ่านนอกเวลา, หนังสือการ์ตูน และนิตยสารที่ผู้ใหญ่ในบ้านซื้อมาอ่านๆ กัน (สมัยนั้นบ้านไม่มีฐานะเลยไม่มีโอกาสซื้อหนังสือมาอ่านเอง พอโตขึ้นเลยเข้าใจว่าทำไมชอบซื้อ ชอบเก็บหนังสือ) ไม่แน่ใจว่าทำไมเราชอบอ่าน เดาว่าตอนแรกคงแค่อยากหัดอ่านออกเสียงให้คล่อง ตอนหลังเลยถนัดอ่านอ่านในใจไปด้วย

พออ่านไปได้สักพักเราก็เอาสมุดมาขีดๆ เขียนๆ อะไรของเราไปเรื่อย

กลอนเปล่าๆ (ยิ่งกว่ากลอนเปล่า)

เรียงความ

เพลง

บันทึก

นิยาย

นิทาน

ฯลฯ

คือ ณ ตอนนั้นเด็กอย่างเราคงไม่รู้ประเภทหรอกว่าไอ้ที่คิดๆ และเขียนขึ้นมานั้นมันเรียกว่าอะไร รู้แค่ว่าพอคิดอะไรได้ก็อยากเอาดินสอ ปากกามาเขียนเก็บไว้ในสมุด แล้วก็เอามานั่งอ่าน นั่งชื่นชมอีกที

นั่งเล่าไป ก็นึกภาพตัวเองตอนนั้นไปด้วย,

เราว่าเราเป็นเด็กเพี้ยนๆ แล้วก็ออกแนวเพ้อเจ้อ

บางทีก็พูดคนเดียว ร้องเพลงที่แต่งสดๆ ขึ้นมาคนเดียว นั่งสัมภาษณ์ตัวเองอะไรไปเรื่อยเปื่อย

สงสัยใช้จินตนาการจากการอ่านและการเขียนมากไปหน่อย เลยปะปนกับชีวิตด้านแปลกๆ ของตัวเอง

แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีอยู่อย่างที่ไอ้นิสัยชอบอ่าน ชอบเขียนมันไม่ได้หายไปตอนที่โตขึ้น แต่กลายเป็นว่าทำให้เราติด เคย และยังชอบมันมากขึ้นเรื่อยๆ ซะอีก แต่ก็ไม่คิดว่าความชอบส่วนตัวจะทำให้มันกลายเป็นอาชีพของเราในปัจจุบันเข้าด้วย คงต้องนับว่าเป็นโชคชั้นที่สองที่เราได้เอาสิ่งที่ชอบและถนัดมาใช้เลี้ยงตัวเอง

แม้จะรู้ดีว่าความชอบกับความเก่งมันคนละเรื่อง

แต่เราก็ดีใจและภูมิใจที่มีโอกาสได้อยู่กับสิ่งที่เรารักและคุ้นเคยกับมัน

อย่างนี้ถ้าไม่ขอบคุณไอ้เด็กประหลาดที่มีชีวิตสองด้านก็ไม่รู้จะว่าไงแล้วเนอะ