อาทิตย์ที่แล้วหยิบหนังเรื่อง Amelie มาดูอีกรอบ,
ความประทับใจหนังเรื่องนี้ของเราคงไม่ต้องพูดถึง เพราะถ้าไม่รักไม่ชอบคงไม่ซื้อมาเพื่อเก็บไว้ดูหลายๆ รอบ
ไอ้ที่จะเล่านี่เพราะมีบางอย่างจากหนังที่วนเวียนอยู่ในหัวและทำให้เราคิดต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ และคิดว่าถ้าไม่เอามาเขียนบล็อกก็คงอึดอัดแล้วก็ยังคิดต่อไปเรื่อยๆ
ดังนี้แล้ว, ขอระบายออกสักหน่อย
ไอ้บางอย่างในหนังที่ว่าก็คือ เบื้องหลัง เบื้องลึกของตัวละคร
…
ถ้าใครที่เคยดูเรื่องนี้แล้วคงพอจะนึกออกว่า นอกจากหนังจะเปิดเรื่องให้เราได้รู้จักตัวละครในหนังอย่างสั้นๆ ง่ายๆ แต่ได้ใจความด้วยการบอกชื่อเสียงเรียงนาม, อาชีพ หรื อายุของตัวละครแล้ว หนังยังทะลึ่งเล่าปม, เรื่องเร้นลับ, ความชอบส่วนตัว หรือเรื่องบางอย่างที่บ่งบอกถึงตัวตนของตัวละครในแบบที่เป็นฉากหลังออกมาด้วย
เราชอบตรงนี้แหล่ะ
แล้วก็นี่แหล่ะที่ทำให้เรานึกอยู่ตลอดเวลาว่าไอ้ความเป็นตัวเราแบบส่วนตั๊ว ส่วนตัวมันมีอะไรบ้าง
หลังจากที่พยายามนึกอีกนึกแล้วอยู่หลายรอบ เราก็พอจะได้ไอ้เรื่องราวที่ไม่ถึงกับจะกุมเป็นความลับออกมาจำนวนหนึ่ง ไอ้เรื่องแบบนี้เราอาจไม่เคยบอก ไม่ค่อยเล่า หรือไม่ได้แสดงออกให้ใครเห็น…ซึ่งนั่นอาจไม่มีใครรู้
เช่นว่า
เราเกลียดเสียงผิวปากจากผู้ชายแปลกหน้า รู้สึกว่ามันเถื่อน กักขฬะ และถือเป็นการเหยียดหยามทางเพศอย่างง่ายๆ
ทุกครั้งที่เก็บผ้าที่ซักไว้เราจะเอามาดม ดม ดมแล้วดมอีก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าธรรมดา หรือชุดชั้นในบนล่างก็ตาม ยิ่งถ้าผ้านั้นมีกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เราใช้ก็จะรู้สึกดีมาก ถ้าไม่ค่อยได้กลิ่น หรือมีกลิ่นเหม็นก็จะเซ็งและอาจจะโยนลงตะกร้าเพื่อซักใหม่อีกครั้ง
ก่อนออกไปซื้อของใช้เข้าบ้านที่ห้างฯ จะต้องลิสต์สิ่งที่ต้องการซื้อจนครบ แล้วไล่ซื้อตามนั้น ถ้าซื้อได้ครบจะรู้สึกว่าได้ทำภาระกิจสำคัญลุล่วง ถ้าไม่ก็จะหงุดหงิดและคาใจจนกว่าจะได้ซื้อในครั้งหน้า และเหตุผลอีกอย่างที่ต้องลิสต์ก็เพราะจะได้ไม่ว่อกแว่ก เป็นการควบคุมค่าใช้จ่ายและเวลานั่นเอง
เวลาที่มีเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นโทรเข้ามาเราจะทำเสียงระแวง เสียงแข็งใส่ (จริงๆ อยากใช้คำว่า ‘เสียงตืน’ มากกว่า) แล้วพอรู้ว่าเป็นใครก็จะเปลี่ยนเสียงทันที ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำเสียงแบบนั้นตั้งแต่แรกทำไม
เราเต้นแอโรบิคไม่เป็น หรือการเต้นอะไรๆ ที่ต้องเป็นสเต็ป เป็นท่าที่ต้องโฟกัสไปที่ขาและแขนพร้อมๆ กัน พูดง่ายๆ ก็คือ เราเป็นคนจดจ่ออะไรได้อย่างเดียว ทำให้มือกับแขนไม่สัมพันธ์กัน เคยลองทำแล้ว เห็นตัวเองในกระจกแล้วมันทุเรศมากๆ
เข็มฉีดยาและงูคือสิ่งไม่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิตที่เรากลัวมาก ถ้าจะต้องไปฉีดยาหรือเจาะเลือดก็จะหลับตาหรือมองไปทางอื่นเพราะเห็นเข็มแล้วใจสั่น ส่วนงูนี่ถ้าบังเอิญเปิดไปเจอสารคดีที่มันซูมใกล้ๆ ถึงขั้นเห็นเกล็ก เราจะขุนลุกซู่ รู้สึกสยองและเหมือนได้กลิ่นสาปๆ ของงู
เราไม่ชอบเลี้ยงสัตว์เพราะรู้สึกว่ารับผิดชอบชีวิตใครไม่เป็น และไม่ชอบเอาอะไรมากักขังหรือทรมาณ สัตว์ชนิดเดียวและตัวเดียวที่สามารถใช้คำว่าเลี้ยงได้ คือ แมวอ้วนๆ ตัวนึงที่กวนตีนมากๆ อยู่กับเราและแม่มาตั้งแต่มัธยมปลาย และมาตายเพราะโดนงูกัดเมื่อตอนเราเรียนจบและทำงานแล้ว จากนั้นก็ไม่เคยอยากเลี้ยงอะไรอีก
ไม่ชอบไปสวนสัตว์ ในชีวตเคยไปสวนสัตว์มาสองสามครั้ง รู้สึกว่าจะเป็นสวนสัตว์ที่เชียงใหม่ทั้งหมด เหตุผลที่ไม่ชอบคล้ายๆ การเลี้ยงสัตว์ เราไม่ชอบการไปยืนดูแววตาของสัตว์ รู้สึกหดหู่ สลดใจ สังเวช และสงสาร ซึ่งจริงๆ สวนสัตว์ก็มีข้อดีแต่เรามองเห็นแต่จุดนี้ และอีกเหตุผลนึงตอนที่เราตามพ่อแม่ไปเราได้กลิ่นสาปของงู เห็นกรงมันดูไม่ค่อยสะอาด รู้สึกเหมือนจะอ้วก และกลิ่นมันติดจมุก ตามมาหลอนหลายวัน เลยไม่อยากไปอีก
เวลาเมาถึงขั้น (เดี๋ยวนี้ไม่มีโอกาสได้เมาแล้ว) จะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ, จะโทรไปหาเพื่อนสนิทหรือคนที่แอบชอบ และ มักจะร้องไห้
เป็นคนขี้แยและอ่อนไหวเกินเหตุ ร้องไห้ง่ายๆ กับหนังสือ, หนัง, เพลง และ งานแต่ง เป็นต้น
รักเดียวใจเดียวจนน่าหมั่นไส้ ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียในยุคนี้ แต่ถ้าลงว่ารักใครแล้วก็จะไม่มอง หรือไม่สนใจคนอื่นอีกเลย
ระดับคิ้วสองข้างไม่เท่ากัน คิ้วซ้ายจะสูงกว่าคิ้วขวาเล็กน้อย ซึ่งนั่นทำให้หนังตาไม่เท่ากันด้วย
นิ้วชี้เราสั้นมากจนนิ้วก้อยเกือบตีเสมอ ส่วนนิ้วนางก็ยาวเกือบจะกลายเป็นนิ้วกลาง
ฯลฯ
นี่คือทั้งหมดที่พอจะนึกออก
ใครอ่านแล้วนึกสนุกมีอะไรที่อยากให้รู้เห็นก็แลกเปลี่ยนกันได้

(ภาพประกอบจากหนังเรื่อง Closer แปลกดีที่ประเด็นในวันนี้ทำให้นึกถึงภาพนี้และหนังเรื่องนี้)










