ประจำที่

หลังจากเต็มอิ่มไปกับ ‘ชีวิตหลังความเ็ด็ก’
ทั้งอิ่มจากการใส่ความรู้สึกเข้าไปในตอนเขียน และอิ่มจากการได้อ่านถ้อยคำที่คนอื่นมาร่วมกันแสดงความคิดเห็น มันเป็นความรู้สึกที่ดี และทำให้รู้สึกอยากจะเขียนอะไรต่อมิอะไร ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองและคนอื่นต่อไป

บางที,
นี่อาจจะเป็นภาคต่อ

การใช้ชีวิตหลังความเด็กเป็นเรื่องไม่ง่าย
มีความกดดัน ความคาดหวังหลายๆ รูปแบบติดมาด้วยพร้อมกับตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น
เราทุกคนต่างแยกและย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง ที่ทั้งเลือกเอง และต้องจำใจเลือกทำ เลือกเป็น

ในชั่วขณะที่ความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจพุ่งไปถึงขีดที่ทำให้รู้สึกว่าทนไม่ได้ หรือทนไม่ไหวอีกต่อไป
เราจะนึกถึงคนคุ้นเคย คนเดิมๆ อาจจะเป็นเพื่อน เป็นคนในครอบครัว หรือเป็นเพียงใครสักคนที่ไม่อาจนิยามความสัมพันธ์ เราต้องการคนๆ นั้น คนที่เราจะบอก จะเล่า จะระบายความอัดอั้นทั้งหมดที่เกิดขึ้น เราไม่ได้ต้องการให้คนๆ นั้นสะสางปัดเป่าปัญหาทั้งหมด

เราเพียงต้องการที่พัก ที่หลบภัย
เราต้องการพาตัวเองหลบลี้ชั่วคราวจากที่ๆ ทำให้ใจป่วย
ถ้าเราได้มี ‘ที่ประจำ’ กับ ‘คนประจำ’ มันก็เพียงพอที่จะทำให้รู้สึกใจอุ่น

แค่ได้นึกถึงว่าเรากำลังจะเดินทางไปประจำ ณ ที่นั้นๆ แม้จะชั่วคราว หรือเป็นระยะเวลาสั้นๆ
แต่ถ้าหัวใจได้สลัดอะไรบางอย่างที่รุงรังกับความรู้สึกออกไปได้ มันก็น่าจะมีพื้นที่เหลือให้กับเรื่องดีๆ ที่จะเข้ามาแทนที่

เรามี ‘ที่ประจำ’ อยู่หลายที่
เรามี ‘คนประจำ’ อยู่หลายคน

ในขณะเดียวกัน,
เราเป็น ‘ที่ประจำ-คนประจำ’ ให้ใครหลายคนด้วยเช่นกัน
ซึ่งเราว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ดีๆ ที่สามารถเติมเต็มชีวิตการเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับได้อีกทางหนึ่ง และรวมถึงยังสามารถเยียวยาตัวเองไปพร้อมๆ กับที่เยียวยาคนอื่นไปด้วยในตัว

ชีวิตหลังความเด็ก

หลายๆ ครั้งเราก็บ่นกับตัวเองว่า “เป็นผู้ใหญ่มันเหนื่อย”
ก็บ่นไปอย่างนั้น เพราะรู้ดีว่า ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือ วัยชราก็ล้วนแต่เหนื่อยด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าความเหนื่อย หรือความยากในการใช้ชีวิตของคนแต่ละช่วงวัยมันย่อมต่างกันไปด้วย

ไม่ใช่อยู่ๆ จะลาโลกนี้ไปเลยมาพูดเรื่องแบบนี้
เพียงแต่ความรู้สึกค้างๆ คาๆ และการคิดต่อยอดจากการได้ไปอ่านเรื่องราวล่าสุดของบล็อกเกอร์เพื่อนบ้านมา ทำให้เราอยากทำอะำไรสักอย่างกับความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งก็คงจะทำอะไรไปไม่ได้มากกว่าถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองออกมาเพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ และเผื่อจะแตกยอดกันไปไ้ด้อีก

ในล่าสุดของบล็อกเพื่อนบ้านนี้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เปลี่ยนไปในทางที่ดี (ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าก่อนหน้านั้นไม่ดีแต่อย่างใด) และส่วนมากก็ดันตรงกับที่เรามองเห็นตัวเราซะอีกด้วย

ถ้าถามว่าชีวิตในช่วงวัย 20 กับช่วงนี้ที่นำหน้าด้วยเลข 3 เราเปลี่ยนไปอะไรอย่างไรบ้าง?

เราตอบได้ทันทีว่าเราเปลี่ยนไป
ซึ่งจริงๆ การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ทำให้การมองโลกเปลี่ยนทิศ ปรับมุม และเพิ่มจำนวนวิธีในการมองเห็นมากขึ้นไปโดยอัตโนมัติ และทำให้ระยะห่าง 10 ปีของสองช่วงอายุมีประสบการณ์และเหตุการณ์หลายหลากเรื่องราวเข้ามาทำให้ชีวิตได้ยกระดับขึ้นอย่างที่รู้ตัวและไม่ัทันรู้ตัว

ในช่วงอายุ 20 เราใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย เพราะเพิ่งออกจากบ้านเป็นครั้งแรก รู้สึกมีอิสระ ทำทุกอย่างที่เคยถูกห้ามไม่ให้ทำ ทำทุกอย่างที่คิดว่ามันคือความสุข ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจเป็นแค่ความสนุก ชีวิตแวดล้อมไปด้วยเพื่อนฝูง กระตือลือล้นในการค้นหาตัวเองด้วยการลงมือทำงาน และค่อนข้างจะคิดเร็ว ทำเร็ว รู้สึกเร็ว นี่คือ การมองย้อนกลับไป

สำหรับชีวิตช่วงนี้ เรานิ่งขึ้น ปลงขึ้น สงบขึ้น
เรื่องหลักๆ ที่ทำให้นิ่งมากขึ้นอาจเป็นเพราะโรครุมเร้าก็เป็นได้
หลังจากที่รู้ว่าตัวเองมีโรคประจำตัวก็ทำให้เราคิดเรื่องวันหมดอายุของชีวิตมากขึ้น จริงจังขึ้น และหันไปมองรอบๆ ด้านของตัวเองว่าทุกคนทำอะไรกันอยู่ท่ามกลางเวลาที่มีน้อยนิด

ทุกคนทุ่มเทกับงาน จริงจังกับการใช้ชีวิต
แต่กลายเป็นว่าเราผละออกจากความจริงจังและความวุ่นวายเหล่านั้น
เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่สิ่งที่เราเลือกในวันที่ชีวิตควรจะเดิน (ก้าว) หน้าเรากลับหยุด (นิ่ง) มันเอาไว้

เราใช้ชีวิตเรียบง่ายมากขึ้น
ไม่ค่อยแสวงหาความสุข, กลัวความสุข
เราชอบความปกติ ความธรรมดาของชีวิตอย่างทุกวันนี้
น้องสนิทคนหนึ่งเคยบอกว่าจริงๆ การคิดแบบนี้คือ การทำให้ใจเป็นสุขกับสภาะไม่ใช่สถานการณ์

การพยายามมองจากตัวเองออกไปข้างนอก
ทำให้ยิ่งเห็นว่าความวุ่นวายในทุกวันนี้มันเกิดขึ้นเพียงเพราะคนเราอาจยังไม่ได้ตอบคำถามตัวเองจริงๆ ว่าต้องการอะไร หรือตอบได้แล้วแต่เลือกหนทางไปสู่เป้าหมายปลายทางด้วยวิธีที่เร่งลัดและมักง่ายเกินไปจนทำร้ายคนรอบๆ ข้าง

เราในวันนี้
เพียงพยายามใช้ชีวิตของตัวเองในวันที่เหลือก่อนจะจากไปจากโลกนี้เงียบๆ ด้วยการเคารพตัวเองและคนอื่นไปพร้อมๆ กัน และเลือกใ้ช้เวลากับผู้คนรอบข้างที่เราจำกัดวงให้มันแคบขึ้นกว่าเมื่อสิบปีก่อน

ฟังดูอาจจริงจัง
ใช่, แต่ผู้ใหญ่ใจเด็กอย่างเราก็เลือกที่จะเล่นกับชีวิตด้วยเรื่องง่ายๆ
หวังว่ามันคงจะผสานกันอย่างเนียนสนิท เพราะชีวิตหลังความเด็กไม่จำเป็นต้องขึงขัง เคร่งเครียดจนเจ็บขมับ

เรื่องบางเรื่องวางมันบ้าง ปล่อยมันไปตามลม มีแรงค่อยวิ่งไล่กันใหม่ในวันรุ่งขึ้น,
ถ้าหากว่ามันยังมีน่ะนะ

ครู

ขอบคุณที่จับมือสอนเขียนก.ไก่
ขอบคุณที่ทำให้ชอบอ่านหนังสือ
ขอบคุณที่พยายามสอนแต่เรื่องดีๆ
ขอบคุณที่อดทนลำบากเพื่อให้เรียนจนจบ

.
.
.
ขอบคุณแม่
ครูคนแรกของลูก

วันวานของเราแม้มันไม่คืนกลับมา

วันวานของเราแม้มันไม่คืนกลับมา
แต่อยากจะบอกให้เธอรู้ว่า
.
.
.
ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเคยผูกพันธ์

ฉันคงทำให้เธอเจ็บปวดเกินไป
ฉันคงใช้ชีวิตเหลวเป๋วแบบที่ทำให้เธอต้องยุ่งยาก ลำบากใจที่จะต้องทนรับรู้
แต่ฉันก็อยากจะบอกว่าหนทางที่เธอเลือกเร้นความเจ็บปวดนั้น มันทำให้ฉันสะเทือนใจเข้าไปด้วย แต่ถ้าเธอถามฉันว่าจะให้เธอทำอย่างไร ฉันก็คงไม่มีคำตอบ ในเมื่อถ้าเธอตัดสินใจแบบนี้ ฉันก็คงต้องยอมรับการตัดสินใจของเธอ,

ซึ่งนั่นหมายถึงว่า
ฉันต้องทำใจยอมรับความเฉยชาที่เกิดขึ้นนั้นด้วย

ในเมื่อเราทำให้กันและกันเจ็บปวดเกินไป,
คำตอบมันก็คงไม่มีทางเป็นอื่นไปได้

ปีสมมติ

วัน
สัปดาห์
เดือน
ปี

เป็นเวลาสมมติที่มนุษย์จดจำเอาจากการเดินทางของพระอาทิตย์กับพระจันทร์
โดยมีปฏิทินเป็นหลักฐาน

เราขีดฆ่ากากบาทวันที่ครบ 24 ชั่วโมงไปเรื่อยๆ จนมันเดินทางมาถึงวันที่ 365 หรือ 366 เป็นอันสิ้นสุดความยาวนานของปีสมมติ และในช่วงรอยต่อของการเริ่มปฏิทินใหม่ กับการโยนปฏิทินเก่าทิ้ง เราถือโอกาสเฉลิมฉลอง

ในปีสมมติเก่า,
เราได้ใช้ชีวิตให้หมดไปกับสิ่งสมมติต่างๆ นานาที่ถูกสร้างขึ้น
มีทั้งที่เรารู้ว่ามันจำเป็น และ ไม่จำเป็น

เราสูญเสียสิ่งสมมติและได้สิ่งสมมติสลับกลับไปกลับมา
เราแสดงความรู้สึกให้กับเรื่องสมมติโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

เป็นไปเช่นนี้ในทุกปีสมมติ
เหมือนจะเปลี่ยนไป แต่ก็คล้ายเดินตามเรื่องเดิมๆ

สิ่งที่จริงที่สุดคือ เรามีลมหายใจ
และลมหายใจนั้นจะหมดอายุในวันหนึ่งวันใดบนปฏิทิน

ถ้าไม่อยากเหนื่อยมากนักกับการใช้ชีวิตบนโลกสมมติ
จงอย่ายึดติดกับสิ่งสมมติทั้งปวง

อิ่มกายแต่พอดี
อิ่มใจแต่พอดี
เทอญ