การเดินทางของ 29

ตอนเด็กๆ เคยสงสัย
แต่ก็ไม่เคยสะกิดถามเพื่อนร่วมชั้น หรือยกมือถามคุณครูในห้องเรียน

ทำไม ‘กุมภาพันธ์’ จึงเป็นเดือนเดียวที่ไม่ได้มี 30 วัน หรือ 31 วันเหมือนเดืิอนอื่นๆ
ทำไมจึงเป็นเพียงเดือนเีดียวที่มี 28 วันบ้าง 29 วันบ้าง

แต่ด้วยนิสัยไม่ชอบค้นคว้าและไม่อยากหาคำตอบ
จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่รู้เลยว่าทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น และเป็นอย่างนี้มาเนิ่นนาน
จริงๆ มันคงมีคำอธิบายว่าทำไม ‘กุมภาพันธ์’ จึงถูกกำหนดมาแบบนี้
แต่ก็ด้วยเหตุผลอย่างที่บอกไป, เรื่องบางเรื่องไม่ต้องรู้คำตอบ ไม่ต้องมีคำอธิบายบ้างก็ได้

ตอนเด็กๆ อีกนั่นแหล่ะ,
ที่เคยนึกอิจฉาเพื่อนที่เกิดในวันที่ 29 กุมภาพันธ์
ทั้งๆ ที่มานั่งนึกเอาตอนนี้แล้วก็นึกไม่ออกว่าเรามีเพื่อนที่เกิดวันนี้จริงๆ หรือเปล่า
แต่จะมีจริง หรือไม่มีจริง, เราก็เกิดความรู้สึกอิจฉาอยู่ดี

เราชอบคิดเสมอว่า
29 กุมภาพันธ์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งบนโลกสมมติใบนี้
มันเป็นวันลึกลับที่อยู่ๆ ก็มา แล้วจู่ๆ ก็หายไป
เราเคยจิตนาการไปถึงความเวิ้งว้างของปฏิทินใน 3 ปีที่ว่างเว้นของเลข 29
มันหายไปไหน? มันเดินทางไปไหน? มันไปทำอะไร?
เหมือนๆ กับคนที่มีตัวตนอยู่ แต่ก็คล้ายไม่มีอยู่ ความรู้สึกเลือนๆ ครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้
สำหรับเรามันลึกลับ และมีเสน่ห์

แม้จะชอบวันนี้เป็นการส่วนตัว
แต่เราก็ไม่ได้ความรู้สึก หรือเรื่องพิเศษอะไรที่นอกเหนือไปจากนี้

ในครอบครัวเราไม่มีใครเกิดวันนี้
มิตรสหายและคนรู้จัก, เอาเท่าที่รู้ก็ไม่มีใครเกิดวันนี้เช่นกัน
ไม่เคยมีกิจกรรมพิเศษและลึกซึ้งอะไรในวันนี้มาก่อนในชีวิต

เพียงแต่เคยแอบคิดว่า,
ถ้าคู่รักเลือกแต่งงานกันวันนี้ก็น่าจะสนุกดีนะ
จะได้ฉลองวันครบรอบแต่งงานในทุกๆ 4 ปี
เดาเอาว่าน่าจะตื่นเต้น คึกคัก กระชุ่มกระชวยกว่าฉลองมันทุกปี (หรือเปล่า)

ความรู้สึกมันคงคล้ายๆ กับกีฬาโอลิมปิคที่ไม่ต้องจัดกันบ่อยๆ ทุกปี
นานๆ มาแข่งกันที ทำให้คนทั่วโลกตั้งตา ใจจดใจจ่อ และรอคอยการมาถึง

จะว่าไป,
4 ปี มันเป็นระยะเวลาที่กลางๆ คือ ไม่ได้นานมาก ไม่ได้สั้นเกิน
เหมือนเราเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนเรียนก็คิดว่ามันนานจัง แต่พอเรียนไปแล้วก็ผ่านไปไวกว่าที่คิด

ชีวิตและความสัมพันธ์ของเราในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามันก็เป็นแบบนั้น
มองย้อนหลังไป, โอ้โห ไม่น่าเชื่อว่ามันนานขนาดนี้เชียว ผ่านเหตุการณ์อะไรๆ มากมาย
แต่มันก็สั้นมาก เผลอแป๊บเดียว, เฮ้ย สี่ปีแล้วเหรอ

ได้แต่หวังว่า,
ในอีก 4 ปีข้างหน้า ตอนที่เลข 29 จะกลับมาปรากฎตัวบนปฏิทินอีกครั้ง
เราจะยังได้พบปะอยู่ในความสัมพันธ์กับคนเดิม

ในระหว่างที่ 29 กุมภาพันธ์กำลังเก็บกระเป๋าเตรียมออกเดินทางในอีกไม่กี่ชั่วโมง
ชีวิตเราเองก็ต้องเดินทางเช่นกัน

อีก 4 ปีมาพบกันใหม่!

อิสราเอลจานด่วน

นานๆ จะได้เจอกันสักที
นานๆ ทีจะได้ออกไปไหนต่อไหนด้วยกัน

มันเป็นวันร้อนๆ
ที่ร่างกายอยากกินน้ำอัดลมตลอดเวลา
ทั้งที่ปกติไม่ใช่มนุษย์เป็ปซี่ หรือ มนุษย์โค้ก

เดินทางเป็นชั่วโมง จากรามคำแหงถึงคอกวัว…เพื่อเจอกันที่หน้าวัด
ก่อนจะเดินฝ่าตรอกข้าวสาร เพื่อไปลองอาหารอิสราเอล

สั่งชาร้อนและชาเย็นมาอย่างละแก้วเพื่อดับกระหาย
ชาสองแก้วใส่ใบสะระแหน่มาเหมือนกัน

ฮูมูส ฟาราเฟล และ พิต้า
กินไป จิบไป คุยไป จนความอิ่มและความเลี่ยนเริ่มลามเลีย


เดินออกจากร้านเพื่อฝ่าตรอกข้าวสาร เดินไปป้ายรถเมล์
แยกย้ายกันกลับบ้าน

มันเป็นหนึ่งชั่วโมงสั้นๆ
ที่สั้นยิ่งกว่าการเดินทางไป-กลับเพื่อพบเจอ

บางที
ความสัมพันธ์มันก็คล้ายกับอาหารอิสราเอลที่ได้กินวันนี้
เยอะไปก็เลี่ยน,

แต่ถ้าเรากินมันชินลิ้นคุ้นปาก
เราก็อยากกินมันในปริมาณที่เยอะกว่าเดิมนะ…จริงๆ

เพื่อนเก่า

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา
เราซื้อหนังสือไม่เยอะ, ไม่มากพออย่างที่ต้องการและที่เคยทำได้
แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะเอามาอ้างเพื่อที่จะห่างหนังสือ หรืออ่านมันน้อยลง

แปลกดีเหมือนกัน,
ที่ความจำเป็นทำให้เราเสียเงินกับหนังสือน้อยลง
ไม่ได้ทำให้เราอ่านหนังสือน้อยลงเลย

การยืมหนังสือคนอื่นมาอ่าน, ก็เป็นวิธีหนึ่ง
แต่วิธีหลัก คือ อ่านหนังสือซ้ำ

แม้จะไม่ได้มีหนังสือเก็บไว้เยอะเหมือนห้องสมุดหรือร้านหนังสือ
แต่ การได้ใช้เวลาไปกับการตัดสินใจว่าช่วงนี้จะหยิบเล่มไหนกลับมาอ่านอีก ทำให้เราตื่นเต้นได้ไม่ต่างจากเวลาที่ไปเดินแตะๆ หนังสือ ในร้านหนังสือเลย มันสนุกดีที่เราได้นั่งอยู่ที่กองหนังสือแล้วไล่สายตามองหาเล่มที่คิดถึง หรือนั่งคิดๆ ว่าเล่มที่อยากอ่านมันซ่อนอยู่ตรงไหน แล้วก็รื้อๆ ค้นๆ เพื่อจะได้เจอว่าบางเล่มเราลืมมันไปแล้วว่าเคยอ่าน เคยซื้อหามาเป็นเจ้าของ

หนังสือเก่าจึงคล้ายเป็นเพื่อนเก่า,
บางเล่มเราอาจลืมไปแล้วว่าเรามีอยู่ในครอบครอง
บางเล่มเราอ่านแล้วอ่านเราแต่ก็ยังสร้างความรู้สึกเดิมๆ ที่สนิทคุ้นเคย
บางเล่มเราอ่านไม่กี่ครั้ง, บางเล่มก็เพียงครั้งเดียว
บางเล่ม เมื่อได้กลับมาอ่านอีกครั้งก็ทำให้หายคิดถึง เพราะบางทีเราก็ลืมเรื่องราวในหนังสือไปเกือบหมด จำได้แค่เนื้อเรื่องคร่าวๆ

การที่ได้กลับมาอ่านหนังสือเล่มเก่าอีกครั้ง
จึงเหมือนเป็นโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักเพื่อนเก่าอีกครั้ง, เช่นกัน

เพื่อนเก่าบางคนที่เคยทำให้เราไม่สนุก
เพื่อนเก่าบางคนที่ทำให้เรามีความสุข
เพื่อนเก่าบางคนที่ทำให้เราไม่อยากละสายตา
เพื่อนเก่าบางคนที่ทำให้เราอยากนึกเสียดายตังค์
เพื่อนเก่าบางคนที่เราเลือกจะเก็บไว้

เพื่อนเก่าทุกเล่ม,
ต่างก็มีคุณค่าและเรื่องราวในตัวของมันเอง
วันเวลาที่ผ่านไป ผ่านไป ผ่านไป อาจทำให้ความคิด ความรู้สึกที่เรามีต่อเพื่อนเก่าๆ ทุกเล่มเปลี่ยนไปเช่นกัน,
แม้ส่วนใหญ่จะเหมือนเดิม

ทุกวันนี้จึงยินดีนัก
ที่ได้ทำความรู้จักเพื่อนเก่าๆ อีกครั้ง
เพราะความฝันอย่างหนึ่งที่เราเคยแอบคิดไว้ว่าจะทำเมื่อตอนแก่ๆ
ก็ได้เริ่มทำในวัยที่ถือว่ารุ่นๆ นั่นคือ การหยิบหนังสือเก่าๆ มานอนอ่านอีกครั้งก่อนจะตาย

วันนี้ได้ทำซะแล้ว,
ยังไงซะถ้าต้องตาย อย่างน้อยก็ตาหลับไปข้างหนึ่งแล้วล่ะ

เย็นไว้ก่อน

ตู้เย็น,
มีประโยชน์ในการช่วยยืดอายุของสด ของกินได้และกินไม่ได้ต่างๆ นานา
เรียกว่าเป็นการถนอมอาหาร ถนอมของใช้บางอย่างด้วยการเอาความเย็นเข้าข่ม

โดยเฉพาะบ้านเมืองเรานี่นะ
ใครๆ ก็อยากได้ อยากมี อยากครอบครองเพื่อเอาไว้หนีร้อนเพิ่งตู้เย็นนั่นแหล่ะ

ตู้เย็น,
นอกจากจะทำให้น้ำเปล่า กลายเป็นน้ำเย็น หรือน้ำแข็ง
ทำให้ไอศกรีมไม่ละลาย หรือทำให้ผักสดผลไม้เน่าเสียช้าลงแล้ว

ตู้เย็น,
ในบางบ้านยังคล้ายเป็นตู้กับข้าวอีกใบที่เอาไว้ใส่กับข้าวกับปลาจิปาถะ

ข้างบ้านให้แกงมา ยังไม่อยากกิน แช่เย็นไว้ก่อน
เดินไปเจอขนมหน้าออฟฟิศ อยากกินหลายอย่างแต่กินไม่หมด เอาไปแช่เย็นไว้ก่อน
วันนี้หิว ซื้อกับข้าวมาเยอะแต่อิ่มซะก่อน แต่ไม่อยากทิ้ง เสียดาย งั้นเอาไปแช่เย็นไว้ก่อน

ตู้…เย็นไว้ก่อน จึงมีสภาพคล้าย ตู้เก็บอนาคต ไปด้วยในตัว
คือ ปัจจุบันยังไม่ใช่ รออนาคตเหมาะสม ของที่่ถูกแช่ ‘เย็นไว้ก่อน’ จึงจะได้รับการเหลียวแล

จะว่าไป
ด้วยคุณสมบัติที่ดี ประโยชน์ที่มีของตู้เย็น
ทำให้พวกเราเคยตัวในการยัดของเข้าใส่ตู้เย็นมากไป
ทำให้เราขาดความยับยั้งชั่งใจในการตัดสินใจใช้ง่ายเงินโดยเฉพาะกับอาหารและของกินได้

เพราะเรามัก (ง่าย) คิดว่า “กินไม่หมดไม่เป็นไร เหลือก็ใส่ตู้เย็นเก็บไว้”
เพราะมัก (ง่าย) คิดกับแบบนี้เข้าบ่อยๆ ตู้เย็นของบางบ้านจึงได้กลายสภาพเป็นตู้เก็บศพ

ซากเศษอาหารนานวัน นานเดือน หรืออาจจะนานปี บางทียังแช่ค้างไม่ได้รับการเหลียวแล
บางครั้งแกะออกมากลายเป็นของแข็ง ที่ดูแล้วยังนึกไม่ออกว่าฟอสซิลนี้มันคืออะไร
สุดท้ายก็กลายเป็นขยะ

เราเองก็เคยมีตู้เย็นที่รก,
ตู้เย็นที่รักได้เก็บสะสมของสดจนกลายเป็นของเหี่ยวแห้งกรังคาตู้เย็น
โดยเฉพาะช่วงที่ทำกับข้าวกินเอง ทั้งผัก, ผลไม้, เครื่องปรุง, เนื้อสัตว์ และ กับข้าวที่กินไม่หมด

ตอนหลังเลยโละ
กลายเป็นตู้เย็นโล่งๆ ไม่มีอะไรนอกจากของที่ต้องกิน…ทุกๆ วัน
เช่น โยเกิร์ต, ผลไม้, น้ำเต้าหู้ และขนมอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่จะซื้อติดเอาไว้กินในช่วงสองวัน

ที่่ต้องทำอย่างนี้เพราะเสียดาย
เคยซื้อของกินมาเพราะอยากกิน แต่อิ่ม ก็เลือกที่จะแช่ตู้เย็นไว้
สุดท้ายก็ทิ้งทั้งหมด เพราะนิสัยจริงๆ เราไม่ชอบกินกับข้าว หรือของกินค้างคืน

ฉะนั้นแล้วให้คิดซะว่าตู้เย็นเอาไว้เก็บความต้องการในปัจจุบันก็แล้วกัน
อย่าไปกลัวตู้เย็นจะเหงา อย่าไปคิดเผื่อความอยากในอนาคตที่ไม่แน่ไม่นอนเลยนะ

ส่วนใครที่มีอนาคตที่แน่นอนกับของในตู้เย็น…อันนี้ก็ดีใจด้วย

หยิ่ง

เมื่อวานเกิดอาการมือไม้สั่นและใจเต้นรัว
ไม่ได้เกิดความรัก ไม่ได้อินกับเดือนกุมภาพันธ์
แต่…มีความเห็นไม่ลงรอยกับใครบางคน

อาการปากกับใจและมือไม้สั่นของเรานั้นมักเกิดขึ้นไม่บ่อย
แต่จะเกิดทุกครั้งที่ต้องแสดงความเห็นในมุมของตัวเองให้กับใครบางคนฟัง
และมันมักอยู่ในสถานการณ์ที่แตกหัก หรือเอียงไปในทางที่จะเถียงและทะเลาะกัน

เมื่อวานเราเกิดการโน้มเอียงไปในเชิงทะเลาะวิวาทะกับคนจ้างงาน
ไม่อยากเล่าประวัติศาสตร์ของเรากับพี่คนนี้มากนัก เพราะอาจจะเป็นการพูดข้างเดียว
แลดูไม่เป็นธรรมถ้าจะเอาตัวเราไปตัดสินงานก่อนๆ ที่เคยร่วมทำกันมา

เอาเป็นว่า,
หลายวันก่อน พี่คนนี้โทรมาให้งานเราหนึ่งงาน
เป็นงานเขียนสคริปต์พิธีกรงานอีเว้นท์ ซึ่งไม่ได้ยากแต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครทำก็ได้
้เราไม่ได้คิดว่าเราเก่งมากเมื่อเทียบกับมืออาชีพคนอื่นๆ ทางด้านนี้
แต่อย่างน้อยพี่คนนี้ก็เลือกที่จะจ้างเราเป็นครั้งที่ 3 แล้ว แปลว่าคงต้องถูกใจอะไรสักอย่าง
อาจจะเป็นที่ความเร็วสั่งได้ของเรา, ราคาประหยัด และ ถูกใจลูกค้า

จากสองงานแรกที่เคยทำให้,
ผลตอบแทนไม่เป็นที่ถูกใจเรา แต่เราพยายามปลอบใจตัวเอง
“เอาน่า ให้เค้าเห็นงานเราก่อน ต่อไปจะได้มีงานเข้าเยอะๆ”
การปลอบใจตัวเองเพื่อคอนเน็คชั่นนั้นก็ทำให้มีกำลังใจดีขึ้น
เราไม่ต่อ ไม่ถามราคา ไม่คุยเรื่องเงินเลย โอนมาเท่าไหร่ก็เท่านั้น

แต่ครั้งนี้,
เราถามเรื่องเงินก่อน
พี่คนนี้บอกว่ายังไม่รู้ ยังต่อรองราคากับลูกค้าไม่ได้
เราลังเลกับคำตอบแต่ก็อยากทำงาน เลยบอกราคาค่าตัวไป
ซึ่งเมื่อเทียบกับงานในลักษณะเดียวกันที่เราเคยทำมานาน ถือว่าถูกเอามากๆ แล้ว

เมื่อทำงานไป แก้งานไปเรื่่อยตามลูกค้า
มาถึงครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นการแก้ในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ
เราเลยถามไถ่พี่คนที่จ้างเราว่า “สรุปเรื่องราคาหรือยังคะ?”
ผลคือ สรุปหลายวันแล้ว แต่ไม่แจ้ง ไม่บอก เพราะตั้งใจให้ราคาต่ำกว่าที่เราบอก

วินาทีนั้น,
เราโมโห เสียใจ เสียความรู้สึก น้อยใจ
ในขณะที่เราตั้งใจทำงานให้อย่างดีที่สุด อย่างเร็วที่สุด
แต่ผลตอบแทนของการกระำทำ คือ การที่คนบางคนไม่เห็นคุณค่า

เราบอกพี่คนนั้นไปตรงๆ ว่า
“ไม่แฮปปี้ค่ะ”
คุยกันมาคุยกันไป พี่คนนั้นบอกว่า “แล้วราคานี้…แฮปปี้หรือยัง?”

เราอึ้ง!
เพราะมันเป็นตัวเลขที่เราขอ และบอกไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานแล้ว
แต่ทำไมเพิ่งจะมาให้ และการทำเสียงเหมือนให้เสียไม่ได้
และทำเสียงเหมือนเรามาขอเงินใช้ฟรีๆ นั้นทำให้เราถึงขีดสุด!

หลังจากอึ้งไปกับตัวเลขจำนวนเงิน
เราบอกไปตรงๆ ว่า “ไม่แฮปปี้หรอกค่ะ แต่ยังไงจะทำงานให้เสร็จก็แล้วกัน”
จากนั้นก็แก้งานและส่งไปให้

คุยกับคนสนิทว่า,
คงไม่ได้ืำำทำงานกับพี่คนนี้อีกแล้ว
เสียดายน่ะเสียดายแน่นอน เพราะสถานะอย่างเราได้งานมาก็เป็นเรื่องดี
แต่บางครั้งบางที,
เราก็ต้องหยิ่งใ้ห้กับคนบางคนที่ไม่เคยเห็นคุณค่าของงานเรา และตัวเรา

ถ้าเขาหาคนทำงานที่ทำได้ถูกใจลูกค้า, ทำงานได้เร็ว และราคาไม่แพงแบบนี้ได้อีก
ก็ยินดีกับพี่เขาด้วย

แต่เราคงไม่เอาแล้ว,
อยากแสดงอะไรบางอย่างให้ได้เห็น
แม้ว่าเขาจะเห็น หรือไม่เคยสังเกตมันเลยก็ตามที

ไม่รู้ว่าการหยิ่งในสถานการณ์ชีวิตแบบนี้ของเรามันจะผิดจังหวะหรือเปล่า
นั่งถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่าควรจะรับสภาพแล้วอดทนกับมันไป
หรือจะหยิ่งให้ตลอด

บางที,
ชีวิตก็มักให้เราต้องตัดใจเลือกอะไรๆ แบบนี้เสมอ