ออกแวว…เขียน

Posted in ความหลังครั้งเก่า, วันว่าง, สบายใจ, อากาศ, อารมณ์, เรื่องดีดี on August 1, 2009 by mahnakorn

เมื่อคราวก่อนเล่าเรื่องวี่แววการชอบเที่ยวของเราเอาไว้ แล้วก็ค้างชีวิตภาคที่สองของเราเอาไว้ด้วย วันนี้อากาศดีเลยจะมาเล่าให้จบไปซะเลย

ตอนเราเป็นเด็กก็มีชีวิตส่วนที่ปกติ ธรรมดาอย่างที่บอกไปแล้ว คือ ก็ชอบไปเล่นกับคนอื่น

แต่

คนอย่างเราก็มีโลกส่วนตัวสูงมากมาแต่ไหนแต่ไร,

ตั้งแต่จำความได้ เราก็ชอบอยู่คนเดียว เล่นคนเดียว จนเราก็งงตัวเองว่าเป็นอะไรของเอ็ง!

ไอ้ชีวิตอีกภาค อีกด้านนึงที่ชอบอยู่กับตัวเองนี่แหล่ะที่ทำให้เราออกแวว…อ่านเขียน

writing

ถ้าวันไหนไม่มีอารมณ์อยากจะสุงสิงกับญาตพี่น้องหรือเด็กแถวบ้าน

เราก็จะหมกตัวอยู่ในบริเวณบ้าน ที่โปรดที่สุดคือ สวนมะม่วงหลังบ้าน เพราะมันเงียบ สงบ ลมเย็น ร่มรื่น จำได้ว่ามีคนเอาเปลไปผูกไว้ใต้ต้นมะม่วง เราก็ยิ่งติดเข้าไปใหญ่

กิจกรรมที่ชอบทำก็คือ อ่านหนังสือและเขียนหนังสือ

หนังสือที่อ่านก็พวกหนังสือเรียน, หนังสืออ่านนอกเวลา, หนังสือการ์ตูน และนิตยสารที่ผู้ใหญ่ในบ้านซื้อมาอ่านๆ กัน (สมัยนั้นบ้านไม่มีฐานะเลยไม่มีโอกาสซื้อหนังสือมาอ่านเอง พอโตขึ้นเลยเข้าใจว่าทำไมชอบซื้อ ชอบเก็บหนังสือ) ไม่แน่ใจว่าทำไมเราชอบอ่าน เดาว่าตอนแรกคงแค่อยากหัดอ่านออกเสียงให้คล่อง ตอนหลังเลยถนัดอ่านอ่านในใจไปด้วย

พออ่านไปได้สักพักเราก็เอาสมุดมาขีดๆ เขียนๆ อะไรของเราไปเรื่อย

กลอนเปล่าๆ (ยิ่งกว่ากลอนเปล่า)

เรียงความ

เพลง

บันทึก

นิยาย

นิทาน

ฯลฯ

คือ ณ ตอนนั้นเด็กอย่างเราคงไม่รู้ประเภทหรอกว่าไอ้ที่คิดๆ และเขียนขึ้นมานั้นมันเรียกว่าอะไร รู้แค่ว่าพอคิดอะไรได้ก็อยากเอาดินสอ ปากกามาเขียนเก็บไว้ในสมุด แล้วก็เอามานั่งอ่าน นั่งชื่นชมอีกที

นั่งเล่าไป ก็นึกภาพตัวเองตอนนั้นไปด้วย,

เราว่าเราเป็นเด็กเพี้ยนๆ แล้วก็ออกแนวเพ้อเจ้อ

บางทีก็พูดคนเดียว ร้องเพลงที่แต่งสดๆ ขึ้นมาคนเดียว นั่งสัมภาษณ์ตัวเองอะไรไปเรื่อยเปื่อย

สงสัยใช้จินตนาการจากการอ่านและการเขียนมากไปหน่อย เลยปะปนกับชีวิตด้านแปลกๆ ของตัวเอง

แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีอยู่อย่างที่ไอ้นิสัยชอบอ่าน ชอบเขียนมันไม่ได้หายไปตอนที่โตขึ้น แต่กลายเป็นว่าทำให้เราติด เคย และยังชอบมันมากขึ้นเรื่อยๆ ซะอีก แต่ก็ไม่คิดว่าความชอบส่วนตัวจะทำให้มันกลายเป็นอาชีพของเราในปัจจุบันเข้าด้วย คงต้องนับว่าเป็นโชคชั้นที่สองที่เราได้เอาสิ่งที่ชอบและถนัดมาใช้เลี้ยงตัวเอง

แม้จะรู้ดีว่าความชอบกับความเก่งมันคนละเรื่อง

แต่เราก็ดีใจและภูมิใจที่มีโอกาสได้อยู่กับสิ่งที่เรารักและคุ้นเคยกับมัน

อย่างนี้ถ้าไม่ขอบคุณไอ้เด็กประหลาดที่มีชีวิตสองด้านก็ไม่รู้จะว่าไงแล้วเนอะ

อะไรแต่เช้า

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ชีวิตประจำวัน, ทำอะไรต่อมิอะไร, บางวันเวลา, อากาศ, อารมณ์, เจ็บไข้ได้ป่วย, เรื่องดีดี on July 30, 2009 by mahnakorn

room

ขณะนี้เวลา 7.42 นาฬิกาตามเวลาประเทศไทย

เช้านี้มีอะไรแปลกๆ เลยขอทำอะไรแปลกๆ บ้าง

เรื่องของเรื่อง คือ เราฝันเรื่องนึงอยู่ แล้วก็ตื่นขึ้นมา จากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำและจะกลับมานอนต่อตามปกติ เพราะรู้สึกว่ามันยังเช้าอยู่มาก ผลก็คือ เรานอนไม่หลับ ไม่ใช่ซิ เราไม่รู้สึกอยากนอน แล้วก็งงๆ กับความฝันและการนอนหลับของเราเมื่อคืนนี้

เราถามตัวเองว่าเมื่อคืนหลับไปจริงๆ เหรอ?

บอกไม่ถูกเหมือนกันทำไมคิดอย่างนั้น

แต่เรารู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก เพราะทั้งๆ ที่เราก็จำความฝันสุดท้ายกก่อนตื่นได้ และเราก็ไม่ได้เพลีย หรือง่วงงุน แต่ทำไมเราถึงรู้สึกว่าไม่ได้หลับสักนิด

เรารู้สึกเหมือนกับว่าเราแค่หลับตาไปเฉยๆ

ผลจากความรู้สึกแปลกๆ นั่นทำให้เรานอนไม่ได้ เลยยกเอาโน้ตบุ๊คออกมาตั้งที่ระเบียงเพระอากาศดีเหลือเกิน ได้ยินเสียงนกร้อง มองฟ้าที่เริ่มๆ จะสว่างขึ้นๆ ทำให้รู้สึกค่อยยังชั่ว

กำลังจะไปเล่นโยคะ ก็คิดว่าขออัพเดทอารมณ์และความรู้สึกแบบนี้ที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งไว้หน่อยดีกว่า และพอดีว่าอยากจะอัพเดทเรื่องชีวิตสั้นๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและกำลังจะเกิดขึ้นหน่อยดีกว่า

เริ่มหล่ะนะ

1.อาการป่วย

หลังจากครบสองอาทิตย์ในการกินยาเพื่อระงับอาการปวดและบวมที่ข้อ วันจันทร์ที่ผ่านมาเราก็ไปพบหมออีกครั้ง

ตรวจเลือดแล้ว รอคุยกับหมอก็ได้ความว่าร่างกายเรารับยาได้ดี ไม่มีการต่อต้าน แถมยังทำให้ช่วงที่กินยาก็ไม่มีอาการปวดหรือบวมขึ้นมาเลย หมอเลยบอกว่างั้นให้ลดปริมาณการกินยาดู เช่น ยาตัวนึงที่เคยกินเช้า-เย็น ก็กินแค่มือเช้าก็พอ หรือยาที่ต้องกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็เหลือแค่หนึ่งครั้งเท่านั้น

ก่อนจากกันครั้งนี้ หมอย้ำจริงจังว่าดื่มแอลกอฮอลล์ไม่ได้จริงๆ นะ เพราะจะทำให้ตับเป็นพิษ

เดินคอตกออกมานิดหน่อย แต่คิดว่าเพื่อความอยู่รอด เจ็บปวดแค่ไหนก็ต้องยอม

แต่เรื่องของเรื่องคือ เรางดยามื้อเย็นตามหมอบอก ปรากฎว่าเช้าวันรุ่งขึ้นอาการข้อนิ้วบวมและความเจ็บปวดมันก็กลับมาหลอนเราอีกครั้ง เย็นวันนั้นเลยต้องกินยาตามเดิม เพราะหมอก็เตือนๆ ไว้ว่าถ้าปวดก็กิน 2 ครั้ง

รู้สึกใจเสียนิดหน่อย

และเสียใจที่ว่า “อยู่ได้ด้วยยา” มันไม่หายไปไหน

 

2. ออกเที่ยว

พุธหน้าลางานไปโดดทะเล…ตู้ม!

เป็นอีกทริปที่รอคอยและใจจดใจจ่อเหลือเกิน เพราะเพื่อนๆ ไปกันเยอะ แถมเรายังไม่เคยไปพะงันมาก่อน ส่วนสมุยแม้จะเคยไปมาครั้งนึงแล้ว แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ทำความรู้จักอะไรมาก

ทริปเที่ยวครั้งนี้จึงมีหลายความรู้สึกปนๆ กัน แต่ทั้งหมดเป็นความรู้สึกที่ดี เพราะมันทำให้เราตั้งใจทำงาน ตั้งใจเคลียร์งานเพื่อจะได้ไปเที่ยวแล้วไม่ต้องมีกังวลอะไรอีก

แฉเรื่องตัวเองแต่เช้าเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ก่อน

ขอไปโยคะก่อนไปทำงานให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยหน่อยดีกว่า

อาทิตย์หน้ากลับมาแล้วจะเอารูปมาอวดนะทุกๆ ท่าน ^^

ออกแวว…เที่ยว

Posted in ความฝัน, ความหลังครั้งเก่า, ติดตรึงใจ, ธรรมชาติ, บางวันเวลา, สบายใจ, อากาศ, อารมณ์ on July 20, 2009 by mahnakorn

เดินทาง-ท่องเที่ยว

นั่นคือ หนึ่งอย่างในชีวิตที่บอกได้เลยว่ายิ่งกว่าชอบ

เคยนั่งคิดกันบ้างมั้ยว่าเมื่อตอนเด็กๆ ไอ้วี่แววสิ่งที่เราชอบ วี่แววสิ่งที่เราได้ทำ หรือ แม้กระทั่งวี่แววของการได้เป็นอะไรก็ตามแต่ มันโผล่ขึ้นเอาตอนไหน และเรายังจดจำมันได้รึเปล่า

สำหรับเรา,

พอมานั่งย้อนดูแล้ว ไอ้ความชอบเที่ยว อยากเดินทางโดยเฉพาะต่างจังหวัด หรือ ที่เที่ยวทางธรรมชาติเนี่ยน่าจะเริ่มเอาเมื่อตอนประถม

ตอนนั้นเราก็เหมือนเด็กปกติทั่วไปที่ชีวิตมี 2 ภาค (หวังว่าคนอื่นคงเหมือนกันนะ) 

ภาคแรกก็คือ ชอบออกไปเล่นกับเด็กแถวบ้านที่รุ่นราวคราวเดียวกัน (ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย) ใครไปไหน เราขอไปด้วย จะไปโดดน้ำ, ตกเบ็ด, จับปลา, วิ่งไปกลางทุ่ง, เข้าไปไปเก็บผลไม้ ฯลฯ เรียกว่ามาตะโกนหน้าบ้าน เราวิ่งจี๋ตามตูดไปติดๆ

ไอ้จุดเริ่มต้นเล็กๆ ตรงนี้เราว่ามันปลูกฝังนิสัยติดเที่ยว ชอบเดินทางแน่ๆ

เราอาจจะโชคดีอีกหน่อยก็ตรงที่เกิดและโตในต่างจังหวัด สมัยนั้นตำบลวัดไทร อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ไม่ถึงกับเจริญอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้ล้าหลังไปซะทุกอย่าง เราเลยโตมาพร้อมๆ กันทั้งธรรมชาติและความศิวิไลซ์ แต่อาจจะเอียงเอนไปทางแรกซะเยอะ

หน้าบ้านเป็นแม่น้ำปิง

หลังบ้านเป็นทุ่งนา

ข้างบ้านเป็นป่าผล

ที่บ้านเป็นสวน

ตอนว่ายน้ำเป็นครั้งแรกก็ที่แม่น้ำปิงสายใหญ่ใสสะอาดของเรานี่แหล่ะ

ทำทีเป็นหัดเดินป่ากับเพื่อนๆ แถวบ้านก็ที่ป่าข้างบ้านนั่นหล่ะ

อยากกินผลไม้อะไรก็ปีนเก็บ หรือ สอยเอาจากต้น

ช่วงฤดูทำนาเราก็ตามที่บ้านไปดูตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนได้ข้าวสารเก็บไว้กิน

yellow

ไอ้บรรยากาศบ้านๆ แบบนี้นี่แหล่ะที่เราซึบซับและหลงใหลมันอย่างไม่รู้ตัว อยู่เมืองกรุงนานๆ ก็ครั่นเนื้อครั่นตัวอยากจะออกต่างจังหวัด ไปนอนเล่นสักคืนก็เป็นการเรียกพลังได้อย่างดีแล้ว

ส่วนไอ้การอยากรู้อยากเห็นและการผจญภัยเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านมา มันคงเป็นสารกระตุ้นและภูมิคุ้มกันบางอย่างให้เราเที่ยวอย่างง่ายๆ ไม่ติดหรู เน้นบรรยากาศ และการซึมซับอารมณ์ของสถานที่นั้น ณ เวลานั้นๆ เป็นพอ

แววเที่ยวออกตั้งแต่ประถม

คราวหน้าจะมาต่อ ‘ชีวิตภาคสองของเด็กหญิงสุนันทา’ ว่าแววที่จะออกเรื่องต่อไปคือ…

เก่าไปใหม่มา

Posted in ข้าวของเครื่องใช้ on July 19, 2009 by mahnakorn

เก่า

old

โทรศัพท์มือถือโทรมๆ เครื่องนี้เป็นโทรศัพท์ที่เราผูกพันด้วยมากที่สุด

มันเป็นโทรศัพท์เครื่องที่สองในชีวิตที่เราใช้มาตั้งแต่ต้นปี 2546 จนถึงประมาณกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รวมๆ แล้วเรามีมันติดตัว ติดหูอยู่สักเกือบๆ  7 ปีแน่ะ

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันอยู่กับเรานานขนาดนี้

สงสัยคงเป็นเพราะเราอยากมีมันอยู่นานๆ มากกว่า

ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่นิยมซื้อของมีราคามาใช้แป๊บๆ และไม่ใช่คนเสพติดเทคโนโลยีมาก เลยทำให้เรายังคงใช้มันมาเรื่อยๆ แม้ว่าสภาพภายนอกจะโทรมลง และสภาพกลภายในที่ใช้การได้แย่ลง, แต่เราก็ยังไม่อยากเปลี่ยน

ญาติๆ พยายามยุให้เราเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกครั้งที่เรากลับบ้าน บางคนจะซื้อใหม่ หรือ เอาเครื่องที่เค้าไม่ใช้กันแล้วมาให้เราด้วยซ้ำ แต่เราก็ยืนยันว่าเรายังโอเคกับมันอยู่

โอเคของเราหมายถึง

มันยังโทรออกและรับสายได้

มันยังส่งและรับข้อความได้ แม้จะเป็นข้อความธรรมดาที่ไม่มีภาพประกอบ

แม้มันจะถ่ายรูปไม่ได้

แม้มันจะไม่ใช่หน้าจอสี

แต่เรายังรักและยังอยากใช้มันไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะทำงานไม่ไหว

ซึ่งไอ้ข้อหลังนี่แหล่ะที่ทำให้เราต้องบอกเลิกมัน เพื่อให้มันได้พักผ่อนเสียที หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาเนิ่นนาน เพราะช่วงหลังๆ มันติดๆ ดับๆ บ่อย บางทีโทรๆ อยู่ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงเรา เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัยกับชีวิตสักเท่าไหร่ เพราะเผื่อว่ามีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้นและจำเป็นต้องติดต่อกับคนอื่น เราคงแย่

ใหม่

new

โทรศัพท์ใหม่แกะกล่องเครื่องนี้เราเพิ่งเริ่มใช้ไม่นาน

ยังไม่คุ้นมือกันสักเท่าไหร่ เลยทำให้เราเผลอคิดถึงไอ้เครื่องเก่าอยู่บ่อยๆ

สงสัยเพราะเราตัดขาดจากวงการมือถือไปนาน พอต้องมาเริ่มกับอะไรใหม่ๆ ที่โคตรเยอะไปหมด เลยทำให้เรางง

ข้อดีของมันก็คือ เราไม่ต้องระแวงการติดการดับแบบไม่บอกล่วงหน้า และไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีใครได้ยินเสียงเรา เพราะตั้งแต่ใช้มาราวๆ หนึ่งอาทิตย์มันก็ยังไม่มีข้อผิดพลาดเรื่องพวกนี้

นอกจากนี้มันก็ยังถ่ายรูปได้ ฟังเพลงได้ ทำอะไรได้อีกเยอะมากบานตะไท

เราก็ต้องมาหัดๆ ว่าอยากจะทำอะไรบ้าง ซึ่งสุดท้ายก็รู้ตัวเองเลยว่าคงใช้ประโยชน์ไม่ครบกับไอ้สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในเครื่องหรอก เพราะเราต้องการแค่โทรศัพท์ ไม่ได้ต้องการอะไรสลับซับซ้อน

ขอแค่ให้มีคนโทรมาก็โอเคแล้ว

ขอบคุณ

Posted in ชีวิตประจำวัน, อารมณ์, เรื่องดีดี on July 16, 2009 by mahnakorn

เวลาที่ชีวิตแย่ๆ หรือผกผัน

ก็มักจะมีเรื่องดีๆ เข้ามาแทรกอย่างอัตโนมัติ

ช่วงนี้เรามีเรื่องคิดมากเกี่ยวกับอาการป่วยกาย (ปนป่วยใจบ้างเป็นระยะๆ) ซึ่งหลายๆ คนที่ได้รู้ข่าว ทั้งจากการแชท, เฟซบุ๊ค, บล็อก, โทรคุยกัน หรือบอกต่อก็ตาม พอคนเหล่านั้นได้รู้ก็มีคำปลอบใจและความปราถนาดีต่างๆ หยิบยื่นมาให้แบบถูกจังหวะเวลา

บางคนก็เสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้จากเน็ตและปริ้นท์ออกมาให้

บางคนโทรมาถามและย้ำความห่วงใย

บางคนมีข้อความมาให้

บางคนก็ส่งลิ้งค์มาให้

บางคนก็บอกว่าจะถามเพื่อน ถามคนรู้จักที่เป็นหมอ

ฯลฯ

ไม่ว่าจะจากใคร

ไม่ว่าจะด้วยวิธีแบบไหน

เราก็รู้สึกซาบซึ้งใจและรู้สึกใจโปร่งๆ ขึ้นด้วยความรู้สึกดีๆ เหล่านั้น

ขอบคุณทุกคน

ขอบคุณทุกคำ

ขอบคุณทุกวิธี

ไม่ว่าจะแสดงออก หรือไม่บอกความรู้สึก

แต่ก็ขอบคุณนะทุกคน ขอบคุณมากๆ เราจะพยายามอยู่กับมันอย่างเป็นมิตรให้ได้

First

โรคติดตัว

Posted in บั่นทอนจิตใจ, เจ็บไข้ได้ป่วย, ใจหาย on July 13, 2009 by mahnakorn

วันนี้ลางานช่วงบ่ายไปหาหมอมา

จริงๆ ขอใบส่งตัวจากฝ่ายบุคคลเอาไว้ ตั้งใจว่าจะไปตรวจพรุ่งนี้สายๆ แต่ด้วยความปวดระบมและอาการหงุดหงิด เลยขออนุญาตเจ้านายไปซะวันนี้เลย

ใช้เวลาช่วงบ่ายๆ ราว 2-3 ชั่วโมงอยู่ที่โรงพยาบาล ก่อนจะกลับบ้านมาด้วยอาการเครียดปนเศร้าและเซ็ง

“น่าจะเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์นะ”

คุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านไขข้อกระดูกบอกเรา ตอนที่เรายื่นข้อมือบวมๆ อูมๆ ให้ดู

“เป็นโรคที่ไม่มีสาเหตุ และรักษาไม่หายนะครับ ที่เราทำได้ก็แค่ควบคุมไม่ให้อาการมันร้ายแรง และจะทำให้มันทุเลาลงได้” นั่นคือคำตอบและเป็นความจริงที่เราถามหมอด้วยความอยากรู้และความหวัง

เรื่องของเรื่องคือ

ระยะ 3-4 เดือนมา เราสังเกตว่าตื่นนอนตอนเช้า ข้อมือและข้อนิ้วเราจะบวม โดยมาข้างขวาจะเป็นหนัก อาการของมันคือ ปวดๆ บางครั้งบวมมากถึงขนาดกำมือไม่ได้ และใช้งานมือข้างนั้นไม่ได้เลย จะอาบน้ำหรือทำอะไรก็ทรมาณและหงุดหงิดมากๆ

บางครั้งเป็นแค่วันเดียว แต่ช่วงหลังเป็น 3-4 วันติดกัน แล้วก็จะถี่มากขึ้นด้วย หลายๆ คนที่ได้รู้อาการเลยเดากันว่าน่าจะเป็นไอ้โรคที่ว่านั่นแหล่ะ แล้วมันก็เป็นจริงๆ ซะด้วย ซึ่งเราก็อยากจะให้หมอบอกเราว่ากล้ามเนื้ออักเสบหรืออะไรที่ไม่ใช่โรคซะมากกว่า

หลังจากที่หมอตรวจเสร็จก็ให้เราไปเจาะเลือดและเอ็กซเรย์ดูอีกที ก่อนจะมาฟันธงหลังดูผลแล้วว่าเราก้เป็นจริงๆ นั่นแหล่ะ หมอบอกว่าจะให้ยามากินเพื่อดูอาการและเป็นเหมือนเช็คว่าร่างกายเราควรต้องกินยาระดับไหน จะต้องลดหรือเพิ่มปริมาณและความแรงของฤทธิ์ยาหรือเปล่าค่อยมาว่ากันอีกราวๆ 2 สัปดาห์หลังจากนี้

ส่วนยาที่ให้มากินคราวนี้ก็จัดว่าเป็นยาอันตราย ชาวบ้านจะมากินสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ต้องกินตามที่หมอสั่งเท่านั้น แต่ที่เราเซ็งและเหนื่อยหน่ายอย่างจริงจัง คือ ผลข้างเคียงของยา

เอาอย่างง่ายๆ ก่อนเลย คือ เราไม่ชอบกินยา เราเกลียดการกินยา เพราะตอนเด็กเราขี้โรคมาก ต้องกินยาบ่อยๆ ทำให้เราเหม็นและกลัวยา โดยเฉพาะยาเม้ดจะกินยากมาก เราเลยฝังใจว่าคนที่กินยาคือ คนที่เป็นโรค หรือเจ็บป่วย ซึ่งมันจะส่งผลต่อจิตใจเรา ช่วงไหนที่ต้องกินยาจะรู้สึกเนือยๆ ไม่ค่อยอยากจะทำอะไร อยากนอน อยากพัก ทั้งที่บางทียาตัวนั้นก็ไม่ได้ทำให้ง่วง แต่มันเป็นผลทางใจไง

ส่วนข้อที่ซีเรียสกว่าการที่ต้องกินยาทุกวัน คือ ยาที่หมอให้มามันจะทำให้ภูมิคุ้มกัน ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง หมอจึงกำชับด้วยความเป็นห่วงว่า “ต้องทานอาหารสะอาดๆ”

ส้มตำ, ยำ, หอยแครงลวก ฯลฯ

และอะไรจำพวกที่สุกๆ ดิบๆ ที่ดูแล้วไม่สะอาดแน่ๆ เราต้องงด อย่างน้อยก็ช่วง 2 อาทิตย์ท่กินยาชุดแรกเนี่ย

อย่างผักสดๆ ตามร้านอาหาร หมอก็ไม่แนะนำ บอกว่าให้ซื้อมากินเองดีกว่าจะได้ล้างให้สะอาดก่อน เพราะเคยมีการตรวจเจอเชื้อไทฟอยด์ที่ผักสดมาแล้ว หมอบอกว่าไม่ควรเสี่ยง

กลับบ้านมาแล้วคิดเรื่องคำเตือนและคำบอกหลายๆ อย่างของหมอ, น้ำตาไหล

โอเค, ถึงโรคนี้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แต่มันก็ไม่มีวันหายขาด นั่นหมายความว่าเราต้องทรมาณและหงุดหงิดกับมันไปตลอดชีวิต กลายเป็นว่าเราทำงานงกๆ เพื่อมาซื้อยากินระงับอาการว่างั้น (แม้ว่าจะมีสวัสดิการดีๆ จากบริษัท แต่เดี๋ยวก็หมด และเราคงไม่ได้อยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต)

คิดแล้วมันเหนื่อยใจ เครียด

ปลายเดือนนี้ก็เตรียมไปพบหมอเพื่อเช็คอาการและให้เค้าเจาะเลือดไปตรวจอีก ซึ่งหมอบอกว่าต้องทำใจนะ เพราะอาจจะต้องเรียกมาเจาะเลือดทุกๆ 3 เดือน แล้วอาจจะขอเชคเม็ดเลือดขาวเราด้วย กลัวว่ามันจะน้อยเกินไป…อืม

ใครที่ไม่มีโรคติดตัวตามกันเป็นเงาอย่างนี้ ก็ขอให้พึงระลึกไว้เลยว่าโชคดีกันขนาดไหน ขอเตือนด้วยความจริงใจว่าใช้ชีวิตกันอย่างถนอมและเอาใจใส่เรื่องสุขภาพกันหน่อยนะ จะได้ไม่ต้องตามรักษากันไปเรื่อยๆ แบบนี้

เรื่อง (ไม่) เล็ก

Posted in คิดอะไรไปเรื่อย, ใครบางคน on June 29, 2009 by mahnakorn

วันนี้คุย MSN กับเพื่อนคนนึง

เราทักไปเพราะเห็น Display Name ของเพื่อนแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีเรื่องอะไร แค่อยากอัพเดทข่าวคราวของเพื่อน เพราะช่วงนี้เพื่อนลงเรียนป.โทไปเลยไม่ได้สังสรรค์ ไม่ได้นัดเจอกันบ่อยเหมือนเคย

แต่แล้วไอ้ลางสังหรณ์ของเรามันก็ทำงานดีจริงๆ,

อาจเป็นสายเลือดของแก็งค์เสือก ที่มีประสาทสัมผัสไวกับเรื่องชาวบ้านเสมอ

เพื่อนบอกเราว่าตัดความสัมพันกับคนที่คบกันแล้วเมื่อวันศุกร์อย่างงงๆ แล้วก็เล่ารายละเอียดให้เราฟังว่าทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องไม่เป็นเรื่องแต่เป็นเรื่องขึ้นมานี้มันรบกวนใจเพื่อนเรา จนเพื่อนถามเราว่า

“คนเราจะต้องเลิกกันด้วยเรื่องเล็กๆ เหรอ?”

ไอ้เราในฐานะคนที่ชอบคิดเล็กคิดน้อยเลยบอกไปว่า เรื่องเล็กนี่แหล่ะที่หลายๆ คนมองข้าม

คนบางคนทำผิดเรื่องเล็กนิดเดียว แต่ถูกแฟนโกรธขนานใหญ่ เพราะไอ้เรื่องเล็กขี้ประติ๋วนั่นมันอาจบ่งบอกถึงนิสัย อาจทำให้เรารู้ได้ถึงความคิด หรือความรู้สึกของคนๆ นั้นได้อย่างชนิดที่คนทำยังไม่รู้ตัวซะด้วยซ้ำ

หรือเรื่องบางเรื่อง เราอาจคิดไม่ถึงว่ามันจะกระทบใจ หรือไปทิ่มแทงใจดำเค้าเข้า เพราะคนบางคนมีจุดอ่อน มีจุดที่แตะไม่ได้ต่างกัน ที่นี้พอเราแตะปุ๊บอารมณ์โกรธมันเลยติดปั๊บ เราเลยงงๆ ว่าเราทำผิดอะไร หรืออาจจะคิดไปว่าเค้าเป็นอะไรเรื่องแค่นี้เอง

คำว่า ‘เรื่องเล็ก’  หรือ ‘เรื่องแค่นี้’ ของแต่ละคนมันมีน้ำหนัก มีขนาดไม่เท่ากัน

ประเด็นมันเลยอยู่ตรงนี้,

ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาแล้ว อีกฝ่ายจะยอมรับ หรือ จะทนมันได้ไหม ซึ่งเราจะรู้ได้ก็โดยการให้เวลาตัวเอง และให้เวลาใครคนั้นได้ถามใจตัวเองสักพัก จากนั้นก็มาคุยมาเคลียร์กันว่าจะเอายังไงต่อ

ทางออกมันก็มีแค่สองทางอย่างที่รู้,

ต่อไป

กับ

จบไป

Little flower

ไม่มีใครอยากเลิกคบกับใครด้วยเรื่องขี้ประติ๋ว

แต่ถ้าเรื่องเล็กๆ มันบังตาเค้าจนทำให้เค้าลืมเรื่องใหญ่ๆ ที่เคยมีกันมา

เราก็คงได้แต่ทำใจแล้วก็พยายามมองการเลิกคบกันให้เป็นเรื่องเล็กๆ ในหัวใจแก้แค้นกลับไปเท่านั้นเอง

ความทรงจำถึงเด็กชายฝันสูงคนนั้น

Posted in ความหลังครั้งเก่า, คิดอะไรไปเรื่อย, บางวันเวลา, ฟังเพลง, อารมณ์, ใครบางคน, ใจหาย on June 27, 2009 by mahnakorn

ช่วงนี้น้ำตาซึมง่ายๆ

ตั้งแต่เขาคนนั้นลาจากโลกนี้ไปแบบกระทันหัน

ถ้าไม่เป็นเพราะการที่เขาหมดลมหายใจแบบปัจจุบันทันด่วน เราเองก็คงคิดไม่ถึงว่าเราจะผูกพันกับเขาถึงเพียงนี้ นั่นก็เพราะเราไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ อาจเป็นแค่แฟนพันธุ์ทางที่เติบโตมากับความยิ่งใหญ่และโด่งดังของเขา

เราอาจเป็นแค่คนที่เคยร้องเพลงของเขาในคาบเรียนภาษาอังกฤษ

เราอาจเป็นแค่คนที่เก็บตังค์แล้วไปซื้อเทปของเขามาฟังและร้องตาม

เราอาจตัดข่าวของเขาเก็บไว้ในสมุดบันทึก

เราอาจรอดูข่าวของเขาตามหน้าจอทีวีหรือนิตยสาร

เราอาจดูสารคดีหรือปูมประวัติของเขาและครอบครัวตามสื่อ

นั่นก็เป็นช่วงชีวิตนึงของเราที่ได้ติดตามชีวิตของคนที่ชื่อไมเคิล แจ็คสัน

สำหรับเรา,

เรามองว่าคนๆ นี้น่าสงสาร

เขาดูเป็นคนเศร้า เป็นคนอยากมีความสุข เป็นคนที่มีหัวใจเด็กอยู่เสมอ

เราไม่เคยมองว่าเขาเป็นเพศอะไร ไม่เคยสนใจว่าเขาอายุเท่าไหร่ เขาเหมือนเป็นคนที่ถูกส่งมาที่โลกมนุษย์เพื่อมาทำหน้าที่อะไรบางอย่าง แล้วเขาก็จากไป ทั้งๆ ที่เรามองว่าเขาเป็นคนอมทุกข์ แต่เขาก็ยังพยายามมอบความสุขให้กับเราเสมอๆ

เขาเป็นคนที่มีความฝันอันแรงกล้า

แม้มันจะอยู่น่าหัวเราะ แต่เขาก็ทำมันสำเร็จ แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่าง

ช่วงนี้

ถ้ามีเวลาว่างก็มักจะเข้าไปดูคลิปต่างๆ ในยูทูป เราไม่รู้ว่าคนอื่นเสิร์ชหาอะไร แต่เราเลือกดูตอนที่เขายังเด็ก เด็กที่มากความสามารถ เด็กที่เป็นความหวังของครอบครัว เด็กที่มีความฝัน

ดวงตาของเขามันบอกเราอย่างนั้น,

มันเป็นแววตาเดียวกันกับนายไมเคิลคนที่อายุเข้าสู่เลขห้า

และมันเป็นแววตาชนิดที่ทำให้เราน้ำตาไหลได้ทุกครั้งที่ได้เห็น

mj

ขอให้มีความสุขในที่แห่งนั้นนะไมเคิล

ขอบคุณที่ทำฝันของตัวเองให้เป็นจริง เพราะมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในใจของคนทั้งโลกไปแล้ว

แค่ออกไปมองฟ้าและน้ำที่กว้างใหญ่

Posted in ทำอะไรต่อมิอะไร, ธรรมชาติ, บางวันเวลา, วันว่าง, สบายใจ, ไปไหนต่อไหน on June 26, 2009 by mahnakorn

หนีกรุงเทพร้อนๆ ไปนอนรับลมทะเลเย็นๆ ที่เกาะสีชังมา

ระบุพิกัดให้ชัดเจนกว่านั้นก็ไปพักที่ ‘มาลีบลูฮัท’ ซึ่งอยู่ท้ายเกาะแบบใต้สุด

เดือนไหนไม่ได้เก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า แล้วพาตัวเองออกนอกกรุงเทพจะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่มีสมาธิทำงาน พูดๆ ไปก็เหมือนกระแดะ แต่ร่างกายเราต้องการทะเล ต้องการการเดินทาง ต้องการเที่ยว ต้องการการพักผ่อนนอกสถานที่อยู่เรื่อยๆ

จะไปไหนก็ได้

จะไปกี่คนก็ได้

จะไปกี่วันก็ได้

จะไปยังไงก็ได้

ขอให้เอาตัวไปก่อน ขอให้ได้ไป…แค่นั้นเอง

Maleebluhut

สุนันทา

ผู้สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวแบบกันเองอย่างไม่เป็นทางการ

เกาะกระแส

Posted in ข่าวสารบ้านเมือง, หมุนตามโลก, เล่าด้วยภาพ on June 25, 2009 by mahnakorn

elephantpanda

“เหมือนหรือยัง คนไทยจะชอบมั้ยน๊า”

.

.

.

ภาพจากมติชนออนไลน์